ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากบทกวีบทนี้ ต้องบอกว่าเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย มีทั้งความรู้สึกอบอุ่น ความรู้สึกยินดีที่ได้พบกัน ความรู้สึกชื่นชม และความรู้สึกของอุดมการณ์ที่เข้มข้น
ในช่วงแรกจนถึงช่วงสุดท้ายของกวีบทนี้ ทำให้ฉันเห็นว่า สิ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้ได้มาพบเจอกันนั้น เกิดจากความรู้สึกบางอย่างที่มีพลัง มีอุดมการณ์และมีใจที่เป็นหนึ่ง นั้นก็คือ พวกเขาอยากเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ให้ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ พร้อมจะต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม เพื่อให้ประเทศไทยได้มีประชาธิปไตย มีความเป็นธรรมกับทุกคนในประเทศนี้
บทกวีบทนี้จึงมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ของ 6 ตุลาคม 2519 ที่นักศึกษาถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จนต้องหนีเอาชีวิตรอด โดยการเข้าไปอาศัยอยู่ในป่า
ต่อมา เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายแล้ว พวกเขาจึงสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ปกติโดยไม่ถูกดำเนินคดี
เนื้อหาโดยรวมของบทกวีบทนี้ จึงตีความได้ว่า เป็นเหมือนการต้อนรับนักศึกษาทุกคนที่เคยใช้ชีวิตลำบากอยู่ในป่าช่วงระยะเวลาหนึ่ง ให้ออกจากป่า และกลับมาใช้ชีวิตในสังคมไทยได้ดั่งเดิม ด้วยการต้อนรับที่อบอุ่น ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำร้าย
เพราะเหตุการณ์นี้ได้สร้างบาดแผลในใจให้กับนักศึกษาทุกคนที่ได้ร่วมแสดงจุดยืนที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และผู้คนจำนวนมาก ที่ยังจำเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี ทั้งการทำร้ายของประชาชนด้วยกันที่เชื่อว่า นักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ และการทำร้ายของรัฐบาลที่ไล่ล่า สังหารนักศึกษาอย่างป่าเถื่อน
แม้เหตุการณ์นี้จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทุกอย่างก็ยังคงเป็นบาดแผลฝั่งลึกในใจของใครหลายคนไปอีกนาน
สิ่งที่ทำให้เห็นถึงความอบอุ่นของกวีบทนี้อยู่ที่ตอนท้ายของบทที่มีความว่า
"ดอกไม้ป่าสีม่วงอ่อนบานต้อนรับ
ผู้มาจับปืนสู้กู้ชาติหนึ่ง
เป็นแถวแถวสุดแนวภูดูตะลึง
มาเถิดมา...ข้าวใหม่นึ่งยังร้อนรอ"
จากเนื้อความนี้ ทำให้รู้สึกว่า ความทุกข์ ความลำบากที่เคยเกิดขึ้น ในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว และยังมีผู้คนจำนวนมาก ที่ยินดีต้อนรับนักศึกษาทุกคนด้วยความอบอุ่น มีอาหารให้กิน โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่ล่า หรือโดยทำร้ายอีกแล้ว




