วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตีความ บทกวี “ปณิธานหนุ่มสาว” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

 



    ภาพแรกที่ได้เห็นในบทความนี้จะเป็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ดูอ่อนหวาน บริสุทธิ์ และดูไร้เดียงสา เธอมองโลกแห่งความเป็นจริงอิงกับนิยายที่เธอชื่นชอบ แต่นิยายเหล่านั้นกลับทำให้เธอเกิดคำถามกับตัวเองว่า แล้วความยุติธรรมนั้นหายไปไหน และถ้าต้องต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งนี้ เธอจะทำไปเพื่อใครกันนะ ด้วยคำถามเหล่านี้จึงทำให้เธอออกตามหาความจริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ 


    ส่วนภาพต่อมาที่เห็นจะเห็นเป็นชายหนุ่มที่มีความดุดัน โผงผาง ดูแข็งแกร่ง เขาพร้อมต่อสู้กับทุกความชั่วร้าย ทุกสิ่งที่ไม่ยุติธรรมสำหรับเขา เพื่อให้เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง


    แม้ภายนอกคนทั้งคู่จะดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาทั้งสองนั้นมีเหมือนกันก็คือ จิตใจที่แข็งแกร่ง คนทั้งคู่จึงจับมือกันเพื่อตามหาความหมายคุณค่าของชีวิต ต่อสู่กับความไม่ยุติธรรมและความชั่วทั้งหลายด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร 


    แม้เขาจะไม่รู้ว่าตำตอบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เขาจะเดินหลงทาง หรือต้องสร้างทางใหม่เพื่อให้เจอคำตอบที่เขากำลังตาอีกนานแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้ในทุกการกระทำของตัวเองก็คือ มันเป็นสิ่งที่เขาต้องทำ เขาต้องสู้ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตีความ บทกวี “ไฟ-วิญญาณ; งาน-ชีวิต” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

  


        เมื่ออ่านกวีบทนี้แล้วภาพที่เห็นจะเป็นภาพของนกน้อยที่มีความปรารถนาอยากจะบินไปให้ถึงทะเล ภูเขาและ ท้องฟ้า ทุกอย่างดูเหมือนจะมีอิสรภาพแต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะการจะบินไปยังจุดหมายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเจอกับความท้าทายหลายอย่าง ทั้งลม ทั้งฝน แต่นกตัวนี้ก็ไม่หวั่นกลัวไม่ว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคไหนก็ตาม


    ซึ่งความหมายจริง ๆ ของบทนี้ เมื่ออ่านต่อไปกลับไม่ได้หมายถึงนก แต่หมายถึงคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการปกป้องคนจนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม พวกเขาต้องการความเป็นอิสระภาพจากฐานันดรที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ 


    ทำไมคนจนจึงต้องจนต่อไป ทำไมคนจนถึงต้องโดนเอาเปรียบ ทั้งที่คนกลุ่มนี้ต่างทำงานอย่างหนักเพื่อให้ชีวิตตัวเองไปสู่จุดที่ดีขึ้น แต่เขาไม่สามารถก้าวไปสู่จุดที่ดีขึ้นได้ เพราะมีฐานันดรเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาอย่างนั้นหรือ ทั้งที่จริงแล้ว คนก็คือคน ทุกคนมีสิทธิ มีความคิด มีทุกอย่างเท่ากัน แต่ความเหลื่อมล้ำนี้ทำไมจึงเกิดขึ้นนะ 


    แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย แม้จะอย่างเปลี่ยนแปลงทุกอย่างแค่ไหน ต่อสู้กับอุปสรรคมากมายเท่าไหร่ ทุกอย่างก็เป็นเหมือนความฝันล้มๆ แล้งๆ ไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้ สิ่งที่ทำได้จึงมีแต่การยอมรับความเจ็บปวดจนกว่าจะหมดแรงที่จะสู้ หรือหมดลมหายใจไปแล้วนั้นเองจึงจะหลุดพ้นจากพันธในครั้งนี้ได้จริง

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ตีความ บทกวี “บันทึกลับกระบือหนุ่ม” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

 



บทนี้เป็นบทที่กล่าวถึงฝูงควายฝูงหนึ่งที่ถูกกักขังอยู่ในคอกแคบๆ ที่แสนอนาถา อาหารที่ให้พวกควายกินล้วนแต่เป็นเศษซากเน่าๆ ซึ่งคนที่เป็นคนคอยดูแลควายนั้นมักจะพูดจาดูถูกและเหยียดหยามว่าควายนั้นโง่ สั่งให้ทำอะไรก็ทำ หลอกใช้ยังไงก็รู้ไม่เท่าทันคน

ซึ่งคนนั้นมักจะใช่แรงงานควายอยู่เป็นประจำ โดยที่ตัวเองอยู่บนหลังของควาย ใส่สายสนตะพายเพื่อใช้ควายไถนา หากควายตัวไหนไม่ทำตามคำสั่ง ควายตัวนั้นย่อมถูกทำโทษ และเมื่อไหร่ที่ควายคิดจะสู้นั้นหมายถึงการจบชีวิตของควายด้วยปืนในมือเขานั่นเอง

ซึ่งในช่วงหลังของกวีบทนี้ได้มีการแทนความคิดของควาย วันหนึ่งมีควายตัวหนึ่งเบื่อชีวิต และไม่อยากจะทำงานไถนาอีกแล้ว จึงปลดแอกตัวเองให้หลุดพ้นจากเรื่องราวเหล่านี้ด้วยการสู่กับคน แน่นอนว่าคนใช้ปืนจบชีวิตควายทันที และก่อนที่ควายจะถูกยิง ควายได้คิดว่า ทางนี้มันคือทางเดียวจริงๆ ใช่ไหม ที่ตนจะหลุดพ้นจากเรื่องราวเหล่านี้ได้ 

ในมุมมองของฉันที่อ่านบทกวีบทนี้จบ ฉันกลับมีคำถามขึ้นมาให้หัวว่า สรุปแล้ว คนหรือควายใครกันแน่ที่โง่กว่ากัน ควายรู้ว่าตัวเองต้องทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากความลำบาก จากการทำงานที่เหนือย และไม่อยากจะทำตามคำสั่งอีกต่อไป จึงเลือกที่จะจบชีวิตของตนเองด้วยการต่อต้านคนเพื่อให้ถูกฆ่าตาย แต่คนนี่สิ ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปนานเท่าไหร่ ถึงจะหลุดพ้นจากการทำงานเหล่านี้ 

ที่สำคัญการดูถูกคนอื่น การมองว่าคนอื่นต่ำต้อยและโง่เง่านั้น ฉันกลับรู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะโอเคสักเท่าไหร่ เพราะการที่ด่าคนอื่น แต่ตัวเองยังต้องพึ่งคนที่ตัวเองด่าอยู่วันยังค่ำ แบบนี้เรียกว่าอะไร ลองคิดดูว่าหากคนฆ่าควายจนหมดแล้วจะเอาอะไรไว้ใช้งาน หากควายป่วย หรือล้มตายกันเอง ใครล่ะที่จะต้องเสียเงินไปซื้อควายใหม่ ใครกันที่จะเสียหาย แน่นอนว่าก็คนเองทั้งนั้น 

แต่การที่ควายเลือกที่จะถูกฆ่าตาย ควายได้รับอิสระไปเต็มๆ ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องใช้ชีวิตยากลำบาก ไม่ต้องทนให้โดนด่า ที่สำคัญควายได้เลือกชีวิตของตัวเองแล้ว แล้วคนล่ะเลือกอะไรให้ตัวเองได้บ้างหรือยัง


วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ตีความ บทกวี “สุสานทราย” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา




บทกวีบทนี้ทำให้เห็นถึงบรรยากาศของทะเลทรายอันแห้งแล้งที่มีแสงอาทิตย์สาดส่องจนแทบจะหมดแรงในการเดินต่อไป คนทุกคนที่เดินในเส้นทางแห่งนี้ต่างหวังจะเดินทางไปให้ถึงจุดหมายดั่งที่ตั้งใจไว้ 


โดยไม่รู้ว่าเราจะหลอมละลายไปกับทะเลทรายแห่งนี้ก่อนหรือไม่ แต่เพราะมีความหวังจึงทำให้เลือกที่จะก้าวเดินต่อไป และแน่นอนว่าชีวิตมักเล่นตลก เมื่อคนเราเหนื่อยถึงขีดสุด และใกล้ที่จะสิ้นหวัง เรามักจะสร้างภาพที่เราอยากเห็นที่สุดขึ้นมา ณ ตอนนั้น และภาพที่ปรากฎขึ้นให้เห็นในบทกวีนี้ก็คือ ภาพของทุ่งหญ้าและธารน้ำใส ที่สามารถทำให้เรามีชีวิตรอดต่อไปได้


เมื่อเห็นดังนั้นเราจึงออกวิ่งสุดแรงเพื่อให้ไปถึงแหล่งน้ำตรงนั้นเร็วที่สุด แต่เมื่อวิ่งเร็วเท่าไหร่ แรงแค่ไหนก็ไม่อาจไปได้ถึงที่แห่งนั้นสักที มีแต่เราที่หมดแรงลงอย่างเรื่อยๆ และหมดแรงตายอยู่ในที่แห่งนี้ในที่สุด 


ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการที่คนเราขาดสติ ขาดความยั้งคิดชั่งใจ หากเรามีสติมากกว่า ไม่หลงไปกับภาพมายาที่สร้างขึ้น และอยู่กับความเป็นจริง เราอาจจะไม่มาจบชีวิตลงอยู่ที่ท่ามกลางทะเลทรายแห่งนี้ก็เป็นได้ 


แน่นอนว่าในชีวิตจริงเราอาจไม่ได้มาเดินอยู่ในทะเลทรายแบบนี้ แต่หลายคนก็หลงผิดเดินไปในเส้นทางผิดๆ เมื่อชีวิตอยู่ในช่วงที่ตกต่ำ เช่นพวกสิ่งอบายมุข หรือสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพราะคิดว่าสิ่งนั้นจะทำให้มีชีวิตรอดต่อไปในวันพรุุ่งนี้ได้ แต่เมื่อได้เข้ามาในโลกแห่งนั้นจริงๆ ทุกอย่างไม่ได้สวยหรู และดีอย่างที่คิด ชีวิตแทบไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็น หรือใครที่คิดจะออกจากงานเหล่านี้ หรือหยุดทำเมื่อไหร่ ทุกคนล้วนแต่ต้องจบชีวิตลงอยู่ ณ ที่แห่งนี้เสมอ

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ตีความ บทกวี “ดอกไม้จะบาน” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

 




กวีบทนี้ในตอนต้นได้กล่าวถึงดอกไม้ที่กำลังจะเบ่งบาน แต่เมื่ออ่านมาอีกบรรทัดเราจะรู้ว่าบทความนี้ไม่ได้พูดดอกไม้ที่กำลังผลิบานอยู่จริงๆ แต่เป็นการพูดถึงความกล้าหาญที่บริสุทธิ์ใจ จึงทำให้ทุกอย่างค่อยๆ ผลิบานเหมือนดอกไม้  


ซึ่งบทกวีบทนี้ได้มีการพูดถึงเหล่านักศึกษาที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะนำความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ต่อกร ต่อสู้กับเหล่าคนที่คิดจะเอาเปรียบประชาชนตาดำๆ ที่ไม่มีความรู้ 

จึงแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่บริสุทธิ์ของกลุ่มหนุ่มสาวที่ต้องการทำเพื่อผลประโยชน์ของเหล่าประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องต่างๆ  ทำให้ผู้เขียนได้มองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อช่วงปีพ.ศ. 2516 ที่เหล่านักศึกษาได้ทำการประติวัตร เพื่อไม่ให้ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ ต้องการเรียกร้องประชาธิปไตย แม้ว่าจะต้องเจอกับอะไร ต้องแลกกับอะไรทุกคนพร้อมอุทิตตนเพื่อสิ่งนี้

แน่นอนว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นทุกคนต่างทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ มีจิตศรัทธา มีแนวทาง และเป้าหมายเดียวกัน ทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าเราจะได้รับความเป็นธรรมกลับมาในการต่อสู้ครั้งนี้ แม้ความสำเร็จอาจไม่ได้สำเร็จภายในตอนนี้ แต่ทุกคนยังคงเชื่อมั่นว่า ความตั้งใจที่แน่วแน่ของพวกเขาในครั้งนี้ จะทำให้มันสำเร็จได้ในสักวัน และเมื่อไหร่ที่มันสำเร็จสิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีกับเหล่าคนไทยในทั่วทุกพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ตีความ บทกวี “จุดหมาย” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

 


              บทกวีบทนี้ได้แสดงให้เห็นในเรื่องของความคิดสำหรับวัยล้าท้าฝันหรือก็คือ ความคิดที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงของวัยการเป็นนักศึกษาที่คิดอยากจะทำให้โลกนี้มีความยุติธรรมมากยิ่งขึ้น ต้องการที่จะทำให้เรื่องของชนชั้นที่เป็นอยู่นั้นได้หายไป ต้องการที่จะเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ในโลกให้มีความยุติธรรมมากที่สุด ทุกสิ่งเหล่านี้ได้เกิดเป็นความคิดของคนรุ่นใหม่ที่รับไม่ได้กับโลกใบเก่าที่มีความเหลื่อมล้ำมากจนเกิน แต่การที่จะทำสิ่งเหล่านี้ให้ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายและดูเหมือนว่าเป็นเรื่องยากมาก ๆ อีกด้วย

              ในความคิดของผู้ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างแน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ใช่ความคิดที่ดีของใครหลายคน เพราะไม่ว่าจะเรื่องของผลประโยชน์ต่าง ๆ การที่มีคนคิดที่จะดึงความยุติธรรมออกมากลับกลายเป็นว่าสังคมเกิดความรังเกลียดคนเหล่านี้ เพราะมีความคิดที่แปลกแยก ทุกสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้เมื่อตอนที่อยู่มหาลัยจึงเหมือนเป็นการมีศักดิ์ศรีและความทะนงตนที่สูงมาก ๆ แต่เมื่อได้เข้าสู่โลกแห่งความจริงสิ่งเหล่านี้จึงเหมือนกลายเป็นแค่ความฝันในช่วงวัยนั้น การที่จะมีคนที่กล้าที่จะเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้และยึดมั่นจริง ๆ กลับเหลือน้อยอยู่เต็มที

              หากคนที่มีความคิดในเรื่องที่อยากจะทำการเปลี่ยนแปลงโลกบางคนอาจจะมองว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝันอย่างหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นและดับไป แต่จะมีสักกี่คนที่ยังยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้และต้องการที่จะทำให้เกิดความสำเร็จได้จริง ๆ แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาก แต่หากไม่ได้อยากให้เป็นเพียงแค่ฝันต้องผนึกอีกหลายกำลังที่มีความคิดไปในทางเดียวกัน ถึงแม้ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม แต่หากคุณได้ยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้การเผชิญหน้ากับมันสักตั้งก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งในการเรียนรู้ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย