วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

รีวิวหนังสือเรื่อง "จนกว่าเราจะพบกันอีก" ของ ศรีบูรพา

 


    เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบฉันรู้สึกว่าเหมือนได้พบความรักที่แท้จริงยังไงไม่รู้ เพราะความรักที่ฉันสัมผัสได้จากหนังสือเล่มนี้เป็นความรักที่ไม่ได้เกิดขึ้นอยู่กับแค่คนสองคนเท่า แต่เป็นความรักที่เผื่อแผ่และมีประโยชน์สำหรับทุกคนที่อยู่ใบโลกใบนี้อีกด้วย


    เราจะได้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหนังสือผ่านการเล่าเรื่องของโดโรธี สาวชาวออสเตรเลียที่บังเอิญพบกับโกเมศหมุ่นผิวเข้มจากเมืองไทย จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อโกเมศและโดโรธีได้พบเจอกัน แม้ในตอนต้นจะรู้สึกเหมือนว่าทั้งคู่อาจจะชอบพอกันและให้ความรู้สึกเหมือนนิยายรักทั่วไป แต่เมื่ออ่านจนถึงกลางเรื่องที่มีชื่อของแนนซีปรากฏขึ้นมา ความรู้สึกของฉันก็ได้เปลี่ยนไป 


    เรื่องนี้ไม่เหมือนนิยายรักทั่วไปที่เคยอ่าน และไม่แปลกใจเลยที่หนังสือเล่มนี้ได้ให้อะไรหลายอย่างกับเรา มากกว่าการเป็นนิยายรักทั่วไป เพราะเมื่อได้รู้จักกับแนนซี ผู้ที่อุทิศตนเพื่อสังคม แม้ว่าตนเองจะป่วยหนักแค่ไหนก็ตาม ฉันรู้สึกประทับใจในตัวของแนนซีและความคิดของตัวละครตัวนี้มาก ๆ 


    เพราะแนนซีทำให้เห็นว่า ความรักที่แท้จริงไม่ได้หอมหวาน โรแมนติกและฉาบฉวยเสมอไป แต่เป็นความรักที่อยู่ในอุดมการณ์ ความรักที่เต็มไปด้วยความเสียสละ โดยที่ไม่มีความเห็นแก่ความสุขส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว แม้เธออาจจะรู้สึกดีกับโกเมศ แต่เธอและโกเมศก็ไม่ได้เป็นอะไรกันมากกว่าคำว่าเพื่อนที่หวังดีต่อกันจริง ๆ หากจะบอกว่ารัก ก็คงเป็นรักที่บริสุทธิ์ใจที่อยากเห็นอีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องครอบครอง 


    จากเดิมโกเมศเคยเป็นคนไม่เอาไหนตั้งแต่อยู่ที่ไทย วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่น รักสนุกไปเรื่อยเปื่อย แต่เมื่อมาเจอกับแนนซีชีวิตเขาก็เปลี่ยนไป โกเมศกลายเป็นคนที่ดีขึ้น มีชีวิตใหม่ที่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักการใช้ชีวิตให้มีคุณค่า และมีความคิดที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม ให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ที่มีอำนาจ


    ภายในเนื้อเรื่องมีการสอดแทรกสังคมไทยให้ได้เห็นเป็นระยะ และในบางช่วงได้บอกเล่าถึงความคิดที่แตกต่างกันของระหว่างคนตะวันตกและคนเอเชีย ที่สะท้อนให้เห็นว่า คนตะวันตกนั้นมีความคิดอย่างไรกับคนเอเชียบ้าง 


    นอกจากนี้ภายในเรื่องยังชี้ให้เห็นปัญหาและความเป็นอยู่ของคนไทยได้อย่างชัดเจน มันอดทำให้ฉันรู้สึกไม่ได้ว่า หากคนรวยหรือผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศ มีความคิดอ่านเหมือนโกเมศบ้างสักนิดก็คงจะดี บ้านเมืองเราคงเจริญได้มากกว่านี้ ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำด้วยความสุจริตคงลืมตาอ้าปากได้จริงสักที ไม่โดนเอารัดเอาเปรียบจนถึงทุกวันนี้ 


    นิยายเรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ฉันรู้สึกประทับใจ และอยากให้ทุกคนลองอ่าน แม้จะเป็นนิยายที่ถูกเขียนขึ้นมานานแล้ว แต่เนื้อหาภายในเรื่องกลับไม่ได้ดูเก่าหรือดูตกยุคไปตามกาลเวลา


วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตีความ บทกวี “อหังการของดอกไม้” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา



    บทนี้ถือเป็นบทที่สื่อให้เห็นความเป็นผู้หญิงอย่างแท้จริง ซึ่งผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้ในอดีตอาจเคยโดนเหยียดหยามและลดคุณค่าความเป็นคนว่าไม่เทียบเท่าผู้ชาย บางคนอาจจะเคยเจอคำพูดที่ว่า "เกิดเป็นผู้หญิงจะเรียนไปทำไมกัน เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์ โตไปอีกหน่อยก็หาผัว ให้ผัวเลี้ยงแล้ว" 

    ฉันเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้ไม่มีใครชอบคำนี้หรอก เพราะมันเหมือน เขากำลังดูถูกในความสามารถของเรา ด้อยค่าว่าไม่เราสามารถหาเลี้ยงด้วยตัวเองได้ ถ้าไม่มีผู้ชายเลี้ยงดู 

    แน่นอนว่าผู้หญิงไม่มีทางเทียบผู้ชายได้ในเรื่องของพละกำลัง แต่ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นคนเราทุกคนนั้นเท่าเทียมกัน และผู้หญิงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชายเสมอไป เพราะเราเองก็มีสมอง และสองมือที่จะวิธีหาเลี้ยงชีพได้ไม่ต่างอะไรกับผู้ชายเลย

   หากแปลเนื้อความของบทกวีอย่างตรงตัวก็จะได้ความว่า 

    "ผู้หญิงมีสองมือเอาไว้ทำงานทำการ ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ไม่ได้มีไว้แต่งตัวสวยๆ ไปวัน
    
      ผู้หญิงมีสองเท้าเอาไว้วิ่งตามความฝัน และยืนหยัดด้วยตัวเอง ไม่ได้มีไว้กินแรงคนอื่น

      ผู้หญิงมีดวงตาเอาไว้มองหาเส้นทางชีวิตของตัวเองและมองโลกกว้าง 
      ไม่ได้มีไว้หว่านเสน่ห์ใส่ใคร

      ผู้หญิงมีชีวิต มีความเป็นเหตุเป็นผล สิ่งไหนผิดก็พร้อมปรับปรุงแก้ไข
      และมีสิทธิเสรีภาพเหมือนกัน ไม่ได้มีไว้เพื่อสนองอารมณ์ทางเพศให้ใคร  
 
               
      เปรียบเสมือนดอกไม้ที่มีหนามแหลม ที่ไม่ได้มีไว้ให้ใครมาชม แต่มีไว้เพื่อให้รู้ว่า
      ดินตรงนี้มีความอุดมสมบูรณ์มากแค่ไหน "

    ทั้งหมดนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงนั้นก็มีคุณค่า มีความสามารถ มีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกเส้นทางเดินให้ตัวเอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมากำหนดว่า ผู้หญิงต้องเดินไปทางไหน ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาหาเลี้ยง เพราะเราถึงพาตัวเองได้ 

    ในมุมมองของฉัน ฉันมองว่าถ้าต้องเปรียบผู้หญิงคู่กับดอกไม้จริงๆ ก็คงไม่ใช่ดอกไม้ทั่วไป
ที่ต้องรอให้แมลงผู้มากินน้ำหวานและนำเกสรไปขยายพันธ์ุ 

    แต่ผู้หญิงเหมาะกับเป็นดอกไม้ที่มีหนามแหลมเอาไว้ป้องกันตัวเอง เพื่อไม่ให้ใครมาเอาเปรียบง่ายๆ เสียมากกว่า ที่ทั้งสวยงาม สง่า และมีคุณค่าเกินกว่าที่จะยอมใครจะมาเชยชมได้ง่ายๆ

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตีความ บทกวี “ปณิธานหนุ่มสาว” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

 



    ภาพแรกที่ได้เห็นในบทความนี้จะเป็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ดูอ่อนหวาน บริสุทธิ์ และดูไร้เดียงสา เธอมองโลกแห่งความเป็นจริงอิงกับนิยายที่เธอชื่นชอบ แต่นิยายเหล่านั้นกลับทำให้เธอเกิดคำถามกับตัวเองว่า แล้วความยุติธรรมนั้นหายไปไหน และถ้าต้องต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งนี้ เธอจะทำไปเพื่อใครกันนะ ด้วยคำถามเหล่านี้จึงทำให้เธอออกตามหาความจริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ 


    ส่วนภาพต่อมาที่เห็นจะเห็นเป็นชายหนุ่มที่มีความดุดัน โผงผาง ดูแข็งแกร่ง เขาพร้อมต่อสู้กับทุกความชั่วร้าย ทุกสิ่งที่ไม่ยุติธรรมสำหรับเขา เพื่อให้เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง


    แม้ภายนอกคนทั้งคู่จะดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาทั้งสองนั้นมีเหมือนกันก็คือ จิตใจที่แข็งแกร่ง คนทั้งคู่จึงจับมือกันเพื่อตามหาความหมายคุณค่าของชีวิต ต่อสู่กับความไม่ยุติธรรมและความชั่วทั้งหลายด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร 


    แม้เขาจะไม่รู้ว่าตำตอบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เขาจะเดินหลงทาง หรือต้องสร้างทางใหม่เพื่อให้เจอคำตอบที่เขากำลังตาอีกนานแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้ในทุกการกระทำของตัวเองก็คือ มันเป็นสิ่งที่เขาต้องทำ เขาต้องสู้ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตีความ บทกวี “ไฟ-วิญญาณ; งาน-ชีวิต” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

  


        เมื่ออ่านกวีบทนี้แล้วภาพที่เห็นจะเป็นภาพของนกน้อยที่มีความปรารถนาอยากจะบินไปให้ถึงทะเล ภูเขาและ ท้องฟ้า ทุกอย่างดูเหมือนจะมีอิสรภาพแต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะการจะบินไปยังจุดหมายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเจอกับความท้าทายหลายอย่าง ทั้งลม ทั้งฝน แต่นกตัวนี้ก็ไม่หวั่นกลัวไม่ว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคไหนก็ตาม


    ซึ่งความหมายจริง ๆ ของบทนี้ เมื่ออ่านต่อไปกลับไม่ได้หมายถึงนก แต่หมายถึงคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการปกป้องคนจนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม พวกเขาต้องการความเป็นอิสระภาพจากฐานันดรที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ 


    ทำไมคนจนจึงต้องจนต่อไป ทำไมคนจนถึงต้องโดนเอาเปรียบ ทั้งที่คนกลุ่มนี้ต่างทำงานอย่างหนักเพื่อให้ชีวิตตัวเองไปสู่จุดที่ดีขึ้น แต่เขาไม่สามารถก้าวไปสู่จุดที่ดีขึ้นได้ เพราะมีฐานันดรเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาอย่างนั้นหรือ ทั้งที่จริงแล้ว คนก็คือคน ทุกคนมีสิทธิ มีความคิด มีทุกอย่างเท่ากัน แต่ความเหลื่อมล้ำนี้ทำไมจึงเกิดขึ้นนะ 


    แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย แม้จะอย่างเปลี่ยนแปลงทุกอย่างแค่ไหน ต่อสู้กับอุปสรรคมากมายเท่าไหร่ ทุกอย่างก็เป็นเหมือนความฝันล้มๆ แล้งๆ ไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้ สิ่งที่ทำได้จึงมีแต่การยอมรับความเจ็บปวดจนกว่าจะหมดแรงที่จะสู้ หรือหมดลมหายใจไปแล้วนั้นเองจึงจะหลุดพ้นจากพันธในครั้งนี้ได้จริง

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ตีความ บทกวี “บันทึกลับกระบือหนุ่ม” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

 



บทนี้เป็นบทที่กล่าวถึงฝูงควายฝูงหนึ่งที่ถูกกักขังอยู่ในคอกแคบๆ ที่แสนอนาถา อาหารที่ให้พวกควายกินล้วนแต่เป็นเศษซากเน่าๆ ซึ่งคนที่เป็นคนคอยดูแลควายนั้นมักจะพูดจาดูถูกและเหยียดหยามว่าควายนั้นโง่ สั่งให้ทำอะไรก็ทำ หลอกใช้ยังไงก็รู้ไม่เท่าทันคน

ซึ่งคนนั้นมักจะใช่แรงงานควายอยู่เป็นประจำ โดยที่ตัวเองอยู่บนหลังของควาย ใส่สายสนตะพายเพื่อใช้ควายไถนา หากควายตัวไหนไม่ทำตามคำสั่ง ควายตัวนั้นย่อมถูกทำโทษ และเมื่อไหร่ที่ควายคิดจะสู้นั้นหมายถึงการจบชีวิตของควายด้วยปืนในมือเขานั่นเอง

ซึ่งในช่วงหลังของกวีบทนี้ได้มีการแทนความคิดของควาย วันหนึ่งมีควายตัวหนึ่งเบื่อชีวิต และไม่อยากจะทำงานไถนาอีกแล้ว จึงปลดแอกตัวเองให้หลุดพ้นจากเรื่องราวเหล่านี้ด้วยการสู่กับคน แน่นอนว่าคนใช้ปืนจบชีวิตควายทันที และก่อนที่ควายจะถูกยิง ควายได้คิดว่า ทางนี้มันคือทางเดียวจริงๆ ใช่ไหม ที่ตนจะหลุดพ้นจากเรื่องราวเหล่านี้ได้ 

ในมุมมองของฉันที่อ่านบทกวีบทนี้จบ ฉันกลับมีคำถามขึ้นมาให้หัวว่า สรุปแล้ว คนหรือควายใครกันแน่ที่โง่กว่ากัน ควายรู้ว่าตัวเองต้องทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากความลำบาก จากการทำงานที่เหนือย และไม่อยากจะทำตามคำสั่งอีกต่อไป จึงเลือกที่จะจบชีวิตของตนเองด้วยการต่อต้านคนเพื่อให้ถูกฆ่าตาย แต่คนนี่สิ ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปนานเท่าไหร่ ถึงจะหลุดพ้นจากการทำงานเหล่านี้ 

ที่สำคัญการดูถูกคนอื่น การมองว่าคนอื่นต่ำต้อยและโง่เง่านั้น ฉันกลับรู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะโอเคสักเท่าไหร่ เพราะการที่ด่าคนอื่น แต่ตัวเองยังต้องพึ่งคนที่ตัวเองด่าอยู่วันยังค่ำ แบบนี้เรียกว่าอะไร ลองคิดดูว่าหากคนฆ่าควายจนหมดแล้วจะเอาอะไรไว้ใช้งาน หากควายป่วย หรือล้มตายกันเอง ใครล่ะที่จะต้องเสียเงินไปซื้อควายใหม่ ใครกันที่จะเสียหาย แน่นอนว่าก็คนเองทั้งนั้น 

แต่การที่ควายเลือกที่จะถูกฆ่าตาย ควายได้รับอิสระไปเต็มๆ ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องใช้ชีวิตยากลำบาก ไม่ต้องทนให้โดนด่า ที่สำคัญควายได้เลือกชีวิตของตัวเองแล้ว แล้วคนล่ะเลือกอะไรให้ตัวเองได้บ้างหรือยัง


วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ตีความ บทกวี “สุสานทราย” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา




บทกวีบทนี้ทำให้เห็นถึงบรรยากาศของทะเลทรายอันแห้งแล้งที่มีแสงอาทิตย์สาดส่องจนแทบจะหมดแรงในการเดินต่อไป คนทุกคนที่เดินในเส้นทางแห่งนี้ต่างหวังจะเดินทางไปให้ถึงจุดหมายดั่งที่ตั้งใจไว้ 


โดยไม่รู้ว่าเราจะหลอมละลายไปกับทะเลทรายแห่งนี้ก่อนหรือไม่ แต่เพราะมีความหวังจึงทำให้เลือกที่จะก้าวเดินต่อไป และแน่นอนว่าชีวิตมักเล่นตลก เมื่อคนเราเหนื่อยถึงขีดสุด และใกล้ที่จะสิ้นหวัง เรามักจะสร้างภาพที่เราอยากเห็นที่สุดขึ้นมา ณ ตอนนั้น และภาพที่ปรากฎขึ้นให้เห็นในบทกวีนี้ก็คือ ภาพของทุ่งหญ้าและธารน้ำใส ที่สามารถทำให้เรามีชีวิตรอดต่อไปได้


เมื่อเห็นดังนั้นเราจึงออกวิ่งสุดแรงเพื่อให้ไปถึงแหล่งน้ำตรงนั้นเร็วที่สุด แต่เมื่อวิ่งเร็วเท่าไหร่ แรงแค่ไหนก็ไม่อาจไปได้ถึงที่แห่งนั้นสักที มีแต่เราที่หมดแรงลงอย่างเรื่อยๆ และหมดแรงตายอยู่ในที่แห่งนี้ในที่สุด 


ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการที่คนเราขาดสติ ขาดความยั้งคิดชั่งใจ หากเรามีสติมากกว่า ไม่หลงไปกับภาพมายาที่สร้างขึ้น และอยู่กับความเป็นจริง เราอาจจะไม่มาจบชีวิตลงอยู่ที่ท่ามกลางทะเลทรายแห่งนี้ก็เป็นได้ 


แน่นอนว่าในชีวิตจริงเราอาจไม่ได้มาเดินอยู่ในทะเลทรายแบบนี้ แต่หลายคนก็หลงผิดเดินไปในเส้นทางผิดๆ เมื่อชีวิตอยู่ในช่วงที่ตกต่ำ เช่นพวกสิ่งอบายมุข หรือสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพราะคิดว่าสิ่งนั้นจะทำให้มีชีวิตรอดต่อไปในวันพรุุ่งนี้ได้ แต่เมื่อได้เข้ามาในโลกแห่งนั้นจริงๆ ทุกอย่างไม่ได้สวยหรู และดีอย่างที่คิด ชีวิตแทบไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็น หรือใครที่คิดจะออกจากงานเหล่านี้ หรือหยุดทำเมื่อไหร่ ทุกคนล้วนแต่ต้องจบชีวิตลงอยู่ ณ ที่แห่งนี้เสมอ