วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

ตีความ บทกวี “พักพล” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

 




    เมื่ออ่านบทกวีบทนี้จบ ฉันนึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่นักศึกษาต้องหนีเข้าป่า โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนจำนวนหนึ่งไล่ตามล่านักศึกษากลุ่มนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย 


    แม้เนื้อหาของบทกวีพูดจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ว่าบอกเล่าถึงเหตุการณ์นี้แบบตรงตัว แต่บริบทบางท่อนที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์นี้ขึ้นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงปืนคำรน และเสียงคนคำราม บ้านเกิดที่ไฟยังลาม สงครามรุกทุกนาที ทำให้ฉันรู้สึกว่า คนกลุ่มนี้กำลังถูกตามล่าตัวอยู่ พวกจึงต้องหนีเข้าป่าเพื่อเอาชีวิตรอด


    สำหรับเนื้อหาหลักที่ได้จากบทกวีบทนี้ จะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางและการใช้ชีวิตในป่าที่แสนยากลำบาก มีทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวนเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว และพื้นที่ป่าที่มีหญ้ารกทำให้ทุกการเดินทางเป็นเรื่องยาก ส่วนอาหารในการดำรงชีพ พวกเขาจับกุ้ง กบ หอยและผักป่ากิน น้ำที่ใช้กินก็มาจากลำธารใหญ่ตรงแหล่งที่มีหินซับ ในส่วนของที่นอนพวกเขาตัดต้นไผ่มาผูกเปลแล้วนอนเรียงกัน 


        นอกจากเรื่องการใช้ชีวิตในป่าแล้ว ฉันยังสัมผัสได้ถึงการเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้จะอยู่ในช่วงที่ทุกข์ยากแต่พวกเขาไม่ทอดทิ้งกัน การใช้ชีวิตในป่าที่ไม่มีความสะดวกสบาย พวกเขากับช่วยเหลือกันและดูแลกันเป็นอย่างดี สิ่งที่ทำฉันรู้สึกว่า พวกเขามีความเสียสละ และดูแลกันเป็นอย่างดี นั้นอยู่ในตอนท้ายของบทนี้ ที่มีการพูดถึงการพักผ่อนของกลุ่มหนึ่ง แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มคอยดูแลความปลอดภัยให้เพื่อนๆ ที่กำลังนอนพักผ่อนในพื้นที่แห่งนี้


    

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ตีความ บทกวี “หนุ่มสาวคือกาพย์กลอนแห่งป่าเขา” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

 




    ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากบทกวีบทนี้ ต้องบอกว่าเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย มีทั้งความรู้สึกอบอุ่น ความรู้สึกยินดีที่ได้พบกัน ความรู้สึกชื่นชม และความรู้สึกของอุดมการณ์ที่เข้มข้น


    ในช่วงแรกจนถึงช่วงสุดท้ายของกวีบทนี้ ทำให้ฉันเห็นว่า สิ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้ได้มาพบเจอกันนั้น เกิดจากความรู้สึกบางอย่างที่มีพลัง มีอุดมการณ์และมีใจที่เป็นหนึ่ง นั้นก็คือ พวกเขาอยากเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ให้ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ พร้อมจะต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม เพื่อให้ประเทศไทยได้มีประชาธิปไตย มีความเป็นธรรมกับทุกคนในประเทศนี้ 


    บทกวีบทนี้จึงมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ของ 6 ตุลาคม 2519 ที่นักศึกษาถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จนต้องหนีเอาชีวิตรอด โดยการเข้าไปอาศัยอยู่ในป่า  


    ต่อมา เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายแล้ว พวกเขาจึงสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ปกติโดยไม่ถูกดำเนินคดี 


  เนื้อหาโดยรวมของบทกวีบทนี้ จึงตีความได้ว่า เป็นเหมือนการต้อนรับนักศึกษาทุกคนที่เคยใช้ชีวิตลำบากอยู่ในป่าช่วงระยะเวลาหนึ่ง ให้ออกจากป่า และกลับมาใช้ชีวิตในสังคมไทยได้ดั่งเดิม ด้วยการต้อนรับที่อบอุ่น ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำร้าย


    เพราะเหตุการณ์นี้ได้สร้างบาดแผลในใจให้กับนักศึกษาทุกคนที่ได้ร่วมแสดงจุดยืนที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และผู้คนจำนวนมาก ที่ยังจำเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี ทั้งการทำร้ายของประชาชนด้วยกันที่เชื่อว่า นักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ และการทำร้ายของรัฐบาลที่ไล่ล่า สังหารนักศึกษาอย่างป่าเถื่อน 


    แม้เหตุการณ์นี้จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทุกอย่างก็ยังคงเป็นบาดแผลฝั่งลึกในใจของใครหลายคนไปอีกนาน 


    สิ่งที่ทำให้เห็นถึงความอบอุ่นของกวีบทนี้อยู่ที่ตอนท้ายของบทที่มีความว่า 


    "ดอกไม้ป่าสีม่วงอ่อนบานต้อนรับ

     ผู้มาจับปืนสู้กู้ชาติหนึ่ง

     เป็นแถวแถวสุดแนวภูดูตะลึง

     มาเถิดมา...ข้าวใหม่นึ่งยังร้อนรอ"


    จากเนื้อความนี้ ทำให้รู้สึกว่า ความทุกข์ ความลำบากที่เคยเกิดขึ้น ในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว และยังมีผู้คนจำนวนมาก ที่ยินดีต้อนรับนักศึกษาทุกคนด้วยความอบอุ่น มีอาหารให้กิน โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่ล่า หรือโดยทำร้ายอีกแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตีความ บทกวี “ความในใจจากภูเขา” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา


 

    หากประเมินจากเนื้อความของบทนี้แล้ว คาดว่าน่าจะเขียนขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2516 เพราะจากเนื้อความที่ได้อ่านเหมือนเป็นนักศึกษาสาวที่แต่งกลอนจากบนป่าเขาที่หนึ่ง เขียนจดหมายมาหาเพื่อนนักศึกษาและแสดงความเคารพต่อผู้เสียสละชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 


    เนื้อความบทเป็นการเขียนถึงชีวิตของตนเองที่จากเดิมเคยเป็นคนไร้สาระไปวันๆ หลงกับความคิดว่าเป็นนักศึกษามหาลัยนั้นมีชีวิตที่ดีกว่าคนอื่นๆ ที่ต้องทำงานกลางดินกินกลางทราย ต่อมาเริ่มมีสำนึกและปรับปรุงตัวไม่ทำตัวเหลวไหลเหมือนที่ผ่านมา 


    และคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้เกิดความเท่าเทียมกัน ให้คนจนไม่โดนเอาเปรียบ อยากให้สังคมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ก็เหมือนกับว่า ยิ่งพยายามทุกอย่างยิ่งแย่ลง เหมือนงมหาเงาตัวเองในแม่น้ำ ที่ไม่ว่าจะทำเท่าไหร่ก็ไม่มีทางสำเร็จได้


    เธอจึงหวังอยากได้ประชาธิปไตย แต่ถ้าให้ร้องขอก็คงไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ได้ จึงเกิดเหตุการณ์ประท้วงขอความเป็นธรรม แต่การประท้วงในครั้งนี้รัฐบาลกับหันกระบอกปืนเข้าใส่ประชาชน จึงเกิดเหตุปะทะนองเลือดในครั้งนี้


    เหตุการณ์นี้จึงเป็นเหตุการณ์ที่จารึกไว้ในใจของใครหลายคนได้อย่างไม่เคยลืมเลือน หลายคนพยายามหนีเข้าป่าเพื่อให้ตัวเองได้มีชีวิตรอดต่อไป

    

    เธอได้เล่าถึงความลำบากที่พบเจอเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในป่า แต่เธอก็ไม่ย้อท้อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อศักดิ์ศรีของตนเอง 


    เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในบทความนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ถ้าถามว่าเธอผิดไหมที่เลือกเส้นทางนี้ ก็บอกตามตรงว่าไม่ผิด สังคมไทยควรได้รับการเปลี่ยนแปลง ควรเป็นประชาธิปไตยจริงๆ เสียที แล้วเมื่อไหร่ล่ะ เมื่อไหร่ที่มันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ตราบใดที่ยังมีอำนาจอยู่เหนือประชาชน ตราบใดที่ยังเอารัดเอาเปรียบคนในประเทศอยู่ก็ไม่มีทางที่สังคมจะเปลี่ยนแปลงได้จริง


    ถ้าให้มองจริงๆ สังคมปัจจุบันนี้แทบไม่ต่างอะไรจากในอดีตเลย ไทยยังคงเป็นไทยที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอยู่วันยังค่ำ เราแทบไม่มีสิทธิ์เลือกความเป็นอยู่ให้ชีวิตได้ดีขึ้นเลย เพราะต่อให้เราเลือกแต่ก็มีอำนาจบางอย่างที่เป็นผู้ตัดสินทุกอย่างภายในประเทศอยู่ดี 


    และฉันเชื่อว่า หากเราลุกฮือขึ้นมาเมื่อไหร่ ทหารก็คงออกปฎิบัติการณ์สังหารคนเป็นว่าเล่นแทบไม่ต่างจากเหตุการณ์เดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเราอีกครั้งอยู่ดี คงมีแต่ความตายที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ แต่ก็อย่างว่าแหละ ตราบใดที่คุณค่าของทรัพย์สิ้นนั้นมีค่ามากกว่าชีวิตคน เมื่อคนรุ่นเก่าตายไป ยังไงก็ต้องมีคนที่มีอำนาจเหล่านั้นขึ้นมาแทนที่อยู่ดี จึงกลายเป็นวงจรอุบาทที่เราต้องเผชิญอย่างไม่จบสิ้น

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

รีวิวหนังสือเรื่อง "จนกว่าเราจะพบกันอีก" ของ ศรีบูรพา

 


    เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบฉันรู้สึกว่าเหมือนได้พบความรักที่แท้จริงยังไงไม่รู้ เพราะความรักที่ฉันสัมผัสได้จากหนังสือเล่มนี้เป็นความรักที่ไม่ได้เกิดขึ้นอยู่กับแค่คนสองคนเท่า แต่เป็นความรักที่เผื่อแผ่และมีประโยชน์สำหรับทุกคนที่อยู่ใบโลกใบนี้อีกด้วย


    เราจะได้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหนังสือผ่านการเล่าเรื่องของโดโรธี สาวชาวออสเตรเลียที่บังเอิญพบกับโกเมศหมุ่นผิวเข้มจากเมืองไทย จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อโกเมศและโดโรธีได้พบเจอกัน แม้ในตอนต้นจะรู้สึกเหมือนว่าทั้งคู่อาจจะชอบพอกันและให้ความรู้สึกเหมือนนิยายรักทั่วไป แต่เมื่ออ่านจนถึงกลางเรื่องที่มีชื่อของแนนซีปรากฏขึ้นมา ความรู้สึกของฉันก็ได้เปลี่ยนไป 


    เรื่องนี้ไม่เหมือนนิยายรักทั่วไปที่เคยอ่าน และไม่แปลกใจเลยที่หนังสือเล่มนี้ได้ให้อะไรหลายอย่างกับเรา มากกว่าการเป็นนิยายรักทั่วไป เพราะเมื่อได้รู้จักกับแนนซี ผู้ที่อุทิศตนเพื่อสังคม แม้ว่าตนเองจะป่วยหนักแค่ไหนก็ตาม ฉันรู้สึกประทับใจในตัวของแนนซีและความคิดของตัวละครตัวนี้มาก ๆ 


    เพราะแนนซีทำให้เห็นว่า ความรักที่แท้จริงไม่ได้หอมหวาน โรแมนติกและฉาบฉวยเสมอไป แต่เป็นความรักที่อยู่ในอุดมการณ์ ความรักที่เต็มไปด้วยความเสียสละ โดยที่ไม่มีความเห็นแก่ความสุขส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว แม้เธออาจจะรู้สึกดีกับโกเมศ แต่เธอและโกเมศก็ไม่ได้เป็นอะไรกันมากกว่าคำว่าเพื่อนที่หวังดีต่อกันจริง ๆ หากจะบอกว่ารัก ก็คงเป็นรักที่บริสุทธิ์ใจที่อยากเห็นอีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องครอบครอง 


    จากเดิมโกเมศเคยเป็นคนไม่เอาไหนตั้งแต่อยู่ที่ไทย วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่น รักสนุกไปเรื่อยเปื่อย แต่เมื่อมาเจอกับแนนซีชีวิตเขาก็เปลี่ยนไป โกเมศกลายเป็นคนที่ดีขึ้น มีชีวิตใหม่ที่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักการใช้ชีวิตให้มีคุณค่า และมีความคิดที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม ให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ที่มีอำนาจ


    ภายในเนื้อเรื่องมีการสอดแทรกสังคมไทยให้ได้เห็นเป็นระยะ และในบางช่วงได้บอกเล่าถึงความคิดที่แตกต่างกันของระหว่างคนตะวันตกและคนเอเชีย ที่สะท้อนให้เห็นว่า คนตะวันตกนั้นมีความคิดอย่างไรกับคนเอเชียบ้าง 


    นอกจากนี้ภายในเรื่องยังชี้ให้เห็นปัญหาและความเป็นอยู่ของคนไทยได้อย่างชัดเจน มันอดทำให้ฉันรู้สึกไม่ได้ว่า หากคนรวยหรือผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศ มีความคิดอ่านเหมือนโกเมศบ้างสักนิดก็คงจะดี บ้านเมืองเราคงเจริญได้มากกว่านี้ ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำด้วยความสุจริตคงลืมตาอ้าปากได้จริงสักที ไม่โดนเอารัดเอาเปรียบจนถึงทุกวันนี้ 


    นิยายเรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ฉันรู้สึกประทับใจ และอยากให้ทุกคนลองอ่าน แม้จะเป็นนิยายที่ถูกเขียนขึ้นมานานแล้ว แต่เนื้อหาภายในเรื่องกลับไม่ได้ดูเก่าหรือดูตกยุคไปตามกาลเวลา


วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตีความ บทกวี “อหังการของดอกไม้” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา



    บทนี้ถือเป็นบทที่สื่อให้เห็นความเป็นผู้หญิงอย่างแท้จริง ซึ่งผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้ในอดีตอาจเคยโดนเหยียดหยามและลดคุณค่าความเป็นคนว่าไม่เทียบเท่าผู้ชาย บางคนอาจจะเคยเจอคำพูดที่ว่า "เกิดเป็นผู้หญิงจะเรียนไปทำไมกัน เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์ โตไปอีกหน่อยก็หาผัว ให้ผัวเลี้ยงแล้ว" 

    ฉันเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้ไม่มีใครชอบคำนี้หรอก เพราะมันเหมือน เขากำลังดูถูกในความสามารถของเรา ด้อยค่าว่าไม่เราสามารถหาเลี้ยงด้วยตัวเองได้ ถ้าไม่มีผู้ชายเลี้ยงดู 

    แน่นอนว่าผู้หญิงไม่มีทางเทียบผู้ชายได้ในเรื่องของพละกำลัง แต่ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นคนเราทุกคนนั้นเท่าเทียมกัน และผู้หญิงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชายเสมอไป เพราะเราเองก็มีสมอง และสองมือที่จะวิธีหาเลี้ยงชีพได้ไม่ต่างอะไรกับผู้ชายเลย

   หากแปลเนื้อความของบทกวีอย่างตรงตัวก็จะได้ความว่า 

    "ผู้หญิงมีสองมือเอาไว้ทำงานทำการ ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ไม่ได้มีไว้แต่งตัวสวยๆ ไปวัน
    
      ผู้หญิงมีสองเท้าเอาไว้วิ่งตามความฝัน และยืนหยัดด้วยตัวเอง ไม่ได้มีไว้กินแรงคนอื่น

      ผู้หญิงมีดวงตาเอาไว้มองหาเส้นทางชีวิตของตัวเองและมองโลกกว้าง 
      ไม่ได้มีไว้หว่านเสน่ห์ใส่ใคร

      ผู้หญิงมีชีวิต มีความเป็นเหตุเป็นผล สิ่งไหนผิดก็พร้อมปรับปรุงแก้ไข
      และมีสิทธิเสรีภาพเหมือนกัน ไม่ได้มีไว้เพื่อสนองอารมณ์ทางเพศให้ใคร  
 
               
      เปรียบเสมือนดอกไม้ที่มีหนามแหลม ที่ไม่ได้มีไว้ให้ใครมาชม แต่มีไว้เพื่อให้รู้ว่า
      ดินตรงนี้มีความอุดมสมบูรณ์มากแค่ไหน "

    ทั้งหมดนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงนั้นก็มีคุณค่า มีความสามารถ มีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกเส้นทางเดินให้ตัวเอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมากำหนดว่า ผู้หญิงต้องเดินไปทางไหน ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาหาเลี้ยง เพราะเราถึงพาตัวเองได้ 

    ในมุมมองของฉัน ฉันมองว่าถ้าต้องเปรียบผู้หญิงคู่กับดอกไม้จริงๆ ก็คงไม่ใช่ดอกไม้ทั่วไป
ที่ต้องรอให้แมลงผู้มากินน้ำหวานและนำเกสรไปขยายพันธ์ุ 

    แต่ผู้หญิงเหมาะกับเป็นดอกไม้ที่มีหนามแหลมเอาไว้ป้องกันตัวเอง เพื่อไม่ให้ใครมาเอาเปรียบง่ายๆ เสียมากกว่า ที่ทั้งสวยงาม สง่า และมีคุณค่าเกินกว่าที่จะยอมใครจะมาเชยชมได้ง่ายๆ

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตีความ บทกวี “ปณิธานหนุ่มสาว” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

 



    ภาพแรกที่ได้เห็นในบทความนี้จะเป็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ดูอ่อนหวาน บริสุทธิ์ และดูไร้เดียงสา เธอมองโลกแห่งความเป็นจริงอิงกับนิยายที่เธอชื่นชอบ แต่นิยายเหล่านั้นกลับทำให้เธอเกิดคำถามกับตัวเองว่า แล้วความยุติธรรมนั้นหายไปไหน และถ้าต้องต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งนี้ เธอจะทำไปเพื่อใครกันนะ ด้วยคำถามเหล่านี้จึงทำให้เธอออกตามหาความจริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ 


    ส่วนภาพต่อมาที่เห็นจะเห็นเป็นชายหนุ่มที่มีความดุดัน โผงผาง ดูแข็งแกร่ง เขาพร้อมต่อสู้กับทุกความชั่วร้าย ทุกสิ่งที่ไม่ยุติธรรมสำหรับเขา เพื่อให้เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง


    แม้ภายนอกคนทั้งคู่จะดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาทั้งสองนั้นมีเหมือนกันก็คือ จิตใจที่แข็งแกร่ง คนทั้งคู่จึงจับมือกันเพื่อตามหาความหมายคุณค่าของชีวิต ต่อสู่กับความไม่ยุติธรรมและความชั่วทั้งหลายด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร 


    แม้เขาจะไม่รู้ว่าตำตอบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เขาจะเดินหลงทาง หรือต้องสร้างทางใหม่เพื่อให้เจอคำตอบที่เขากำลังตาอีกนานแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้ในทุกการกระทำของตัวเองก็คือ มันเป็นสิ่งที่เขาต้องทำ เขาต้องสู้ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม