บทนี้ถือเป็นบทที่สื่อให้เห็นความเป็นผู้หญิงอย่างแท้จริง ซึ่งผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้ในอดีตอาจเคยโดนเหยียดหยามและลดคุณค่าความเป็นคนว่าไม่เทียบเท่าผู้ชาย บางคนอาจจะเคยเจอคำพูดที่ว่า "เกิดเป็นผู้หญิงจะเรียนไปทำไมกัน เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์ โตไปอีกหน่อยก็หาผัว ให้ผัวเลี้ยงแล้ว"
ฉันเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้ไม่มีใครชอบคำนี้หรอก เพราะมันเหมือน เขากำลังดูถูกในความสามารถของเรา ด้อยค่าว่าไม่เราสามารถหาเลี้ยงด้วยตัวเองได้ ถ้าไม่มีผู้ชายเลี้ยงดู
แน่นอนว่าผู้หญิงไม่มีทางเทียบผู้ชายได้ในเรื่องของพละกำลัง แต่ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นคนเราทุกคนนั้นเท่าเทียมกัน และผู้หญิงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชายเสมอไป เพราะเราเองก็มีสมอง และสองมือที่จะวิธีหาเลี้ยงชีพได้ไม่ต่างอะไรกับผู้ชายเลย
หากแปลเนื้อความของบทกวีอย่างตรงตัวก็จะได้ความว่า
"ผู้หญิงมีสองมือเอาไว้ทำงานทำการ ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ไม่ได้มีไว้แต่งตัวสวยๆ ไปวัน
ผู้หญิงมีสองเท้าเอาไว้วิ่งตามความฝัน และยืนหยัดด้วยตัวเอง ไม่ได้มีไว้กินแรงคนอื่น
ผู้หญิงมีดวงตาเอาไว้มองหาเส้นทางชีวิตของตัวเองและมองโลกกว้าง
ไม่ได้มีไว้หว่านเสน่ห์ใส่ใคร
ผู้หญิงมีชีวิต มีความเป็นเหตุเป็นผล สิ่งไหนผิดก็พร้อมปรับปรุงแก้ไข
และมีสิทธิเสรีภาพเหมือนกัน ไม่ได้มีไว้เพื่อสนองอารมณ์ทางเพศให้ใคร
และมีสิทธิเสรีภาพเหมือนกัน ไม่ได้มีไว้เพื่อสนองอารมณ์ทางเพศให้ใคร
เปรียบเสมือนดอกไม้ที่มีหนามแหลม ที่ไม่ได้มีไว้ให้ใครมาชม แต่มีไว้เพื่อให้รู้ว่า
ดินตรงนี้มีความอุดมสมบูรณ์มากแค่ไหน "
ทั้งหมดนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงนั้นก็มีคุณค่า มีความสามารถ มีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกเส้นทางเดินให้ตัวเอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมากำหนดว่า ผู้หญิงต้องเดินไปทางไหน ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาหาเลี้ยง เพราะเราถึงพาตัวเองได้
ในมุมมองของฉัน ฉันมองว่าถ้าต้องเปรียบผู้หญิงคู่กับดอกไม้จริงๆ ก็คงไม่ใช่ดอกไม้ทั่วไป
ที่ต้องรอให้แมลงผู้มากินน้ำหวานและนำเกสรไปขยายพันธ์ุ
แต่ผู้หญิงเหมาะกับเป็นดอกไม้ที่มีหนามแหลมเอาไว้ป้องกันตัวเอง เพื่อไม่ให้ใครมาเอาเปรียบง่ายๆ เสียมากกว่า ที่ทั้งสวยงาม สง่า และมีคุณค่าเกินกว่าที่จะยอมใครจะมาเชยชมได้ง่ายๆ
