วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

รีวิวหนังสือเรื่อง A History of Thailand (ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย) ของ คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร


รีวิวหนังสือเรื่อง A History of Thailand (ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย) ของ คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร

                                                                                                                                               
หนังสือเรื่อง                     A History of Thailand (ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย)

ผู้เขียน                             คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร

สำนักพิมพ์                      มติชน


    หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีความน่าสนใจมาก และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันอ่านหนังสือประวัติศาสตร์แล้วไม่มีความง่วงเหงาหาวนอน  นอกจากไม่ง่วงแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังทำให้ฉันรู้สึกกระหายใคร่รู้มากขึ้นในสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในสมัยต่าง ๆ ความแตกต่างของหนังสือเล่มนี้กับประวัติศาสตร์เล่มอื่น ๆ ที่ผ่านมาในช่วงวัยเรียนได้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้ มีที่มาที่ไปและหลักฐานที่น่าเชื่อถือมากในการรองรับข้อมูลต่าง ๆ จากผู้แต่ง  และหลักฐานเหล่านั้นก็เป็นการยืนยันได้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือความจริงที่เราควรยอมรับกับมัน 
           

     หนังสือเล่มนี้เหมาะกับทุกช่วงวัยที่ต้องการจะศึกษาหาความรู้ในประวัติศาสตร์ของไทย ไม่ขอให้เชื่อในสิ่งที่ฉันได้กล่าวไว้ข้างต้น แต่ฉันอยากให้พวกคุณได้ลองสัมผัสหนังสือเล่มนี้ด้วยตัวเองจะดีกว่า แล้วคุณจะรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ ในสังคมที่เกิดขึ้นมันแตกต่างกับในตำราที่เคยได้ถูกสอนสั่งในสมัยเด็กอย่างสิ้นเชิง

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ตีความ ชื่อบทกวี "ความตายของสันติสุข” ในกวีนิพนธ์เรื่อง “ความตายของสันติสุข” โดย อังคาร จันทาทิพย์


    บทความนี้ฉันขอมุ่งประเด็นไปที่ความสุขความสงบอย่างเดียวนะคะ  

    บทกวีบทนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสันติสุขที่มีอยู่ในทุกที่  ทุกเวลา แฝงอยู่ทุกแห่งหน และไม่มีการแบ่งแยกศาสนา    
    
    แต่ว่าความสันติสุขนั้น  ถึงแม้ว่าจะรู้ว่ามี แต่ก็เหมือนไม่มี เพราะภายใต้รอยยิ้ม ภายใต้สิ่งที่เราเชื่อว่ามันคือสันติสุข ในคาบความปรองดอง เราไม่สามารถที่จะมีความสุขกับมันได้เลย  ตราบใดที่ยังมีการฆ่ากันอยู่  

    ไม่ว่าจะเป็นคนภาคไหน คนเชื้อชาติอะไรก็ตาม  มันก็ไม่สามารถที่จะทำให้เรามีความสุขได้จริง ๆ มันไม่ใช่ความสุขที่มาจากใจ แต่เป็นภาพของการปลอบใจและหลอกตัวเองว่าสักวันมันต้องมี  

    แต่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี วันนั้นก็ยังมาไม่ถึง จึงมีแต่น้ำตาและความเศร้าอยู่ภายใต้หน้ากากของรอยยิ้มพิมพ์ใจที่แสดงออกมาให้ทุกคนเชื่อว่ามันคือความสุข  เหมือนดังที่เราคิดและนึกฝันว่ามันจะมีสักวันที่สันติสุขจะมีจริง

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562

ตีความ ชื่อบทกวี “สันติภพ” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา



   

               บทกวีบทนี้พูดถึงสงครามที่เคยเกิดขึ้นในสมัยอดีตที่มีการนองเลือดกัน ซึ่งการนองเลือดแต่ละครั้งมันไม่เคยส่งผลดีต่อใครเลย เพราะมันมีแต่ความสูญเสีย 

            และเมื่อเกิดการนองเลือดครั้งหนึ่งคนทุกคนต่างหวังถึงสันติภาพและสันติสุข ได้แต่หวังว่าความสงบจะเกิดขึ้นเมื่อสงครามได้จบลง  แต่ว่าในความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้มันกลับไม่เคยมีสันติภาพอย่างแท้จริง เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ก็ได้เกิดโลกใบใหม่ขึ้น เกิดวัฒนธรรมใหม่ เกิดความเปลี่ยนแปลงของประเทศ 

     แต่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคหรือกี่สมัยก็ตาม ก็คือโลกที่มีแต่ความสันติสุข ที่จะทำให้ทุกอย่างในโลกนี้ไม่เกิดความแตกแยก ไม่เกิดความสูญเสีย ไม่เกิดการนองเลือดเหมือนเช่นที่ผ่านมาอีกต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562

ตีความ ชื่อบทกวี “ห้วงคำนึง” ในกวีนิพนธ์แห่งชีวิต “ใบไม้ที่หายไป” โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา


             
           
             บทกวีบทนี้เป็นการมองโลกแบบวัยเยาว์ที่มองทุกอย่างภายในโลกเป็นสิ่งที่สวยงาม เห็นสิ่งไหนก็ดีงามไปหมด ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสดใส ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉันมองว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันคือการเตือนตัวเองว่า ครั้งหนึ่งเราเคยมองว่าสิ่งรอบตัวของเรามันช่างสดใสและสวยงามเพียงใด ก่อนที่เราจะไปเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ของบทเรียนแห่งชีวิตที่เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
           
             ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าในวันข้างหน้าจะยังมีตัวเราที่สดใส ร่าเริงเหมือนตอนนี้ไหม หรือจะเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด จะเจอกับความสุข หรือเจอกับความทุกข์ สิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถคาดเดาได้เลย แต่ทุกคนคงหวังว่าเราจะมีแต่ความสุขเหมือนดั่งตอนนี้ในทุก ๆ วัน
           
            แต่เมื่อชีวิตได้ก้าวเดินไปข้างหน้า เราไม่สามารถจะตอบได้อย่างเต็มปากว่าเรามีความสุขหรือความทุกข์ โลกที่เรามองเห็นก็จะเริ่มเปลี่ยนไป มันอาจจะไม่สวยเท่ากับเมื่อก่อน บางคนอาจจะคิดว่ามันเลวร้ายเสียจนอยู่ไม่ได้ หรือบางคนอาจจะรู้สึกว่าเฉย ๆ และปล่อยวางกับทุกอย่าง หรือบางคนอาจจะอยู่กับโลกใบเดิมในจินตนาการเพื่อหลีกหนีจากโลกแห่งความเป็นจริงก็แล้วแต่
           
            แต่จงจำความรู้สึกเมื่อครั้งหนึ่งที่เป็นเด็กไว้เสมอว่า ครั้งหนึ่งโลกนี้มันช่างน่าอยู่มากเพียงใด และเรามีความสุขกับมันมากแค่ไหนในวันนั้น

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562

ตีความ ชื่อบทกวี “ลูกสาวแม่โพสพ” ในกวีนิพนธ์ “ครอบครัวดวงตะวัน” โดย ศิวกานท์ ปทุมสูติ



                บทกวีบทนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับลูกสาวของชาวนาที่ต้องออกไปเผชิญโลกกว้างเมื่อถึงวัยสมควร  พ่อแม่ของทุกคนคงจะทราบดีว่าเมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง   จุดที่เขาพร้อมที่จะไปเผชิญโลกด้วยตัวเอง  ไปพบกับโลกในแบบที่เขาต้องการทั้งเรื่องดีและร้าย ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่าจะต้องพบเจอกับอะไรหากได้เดินก้าวออกไปจากอ้อมอกของพ่อแม่แล้ว ลูกต้องเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งสภาพสังคมในหมู่เพื่อน  ทั้งในหมู่คนทำงาน ฯลฯ  
    
    โลกภายนอกมันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่โหดร้าย และทำให้เราเสียคนได้เสมอ   ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะเคยสั่งสอนเรื่องบทเรียนต่าง ๆ ให้ผู้หญิงมาบ้าง สอนทั้งเรื่องแมลงเม่าบินเข้ากองไฟเอย  เรื่องที่ต้องระวังตัวไว้ในสังคมเอย หรือ เรื่องอย่าไปกินเหล้าเมายาเอย  หรือแม้แต่บทเรียนต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวที่พบเจอเรื่องราวที่โหดร้ายใจชีวิตเมื่อเข้าสู่สังคมใหญ่

 ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้   อยู่ที่ว่าพ่อแม่เราจะเล่าเรื่องไหนให้เราฟังบ้าง แต่สิ่งเหล่านี้ที่เขาเล่าจะเน้นย้ำให้เราฟังก็เพราะเขาเป็นห่วง กลัวเราจะเจอชะตากรรมแบบคนเหล่านั้น  เพราะในสังคมใหญ่หาคนจริงใจได้ยากกว่าในละครเยอะ  โลกแห่งความจริงนั้นไม่ได้ดีงาม หรือง่ายดายเหมือนดั่งในหนังในละคร ที่จุดจบจะมีความสุขเสมอไป

                พ่อแม่หลาย ๆ ท่านจะเป็นห่วงลูกผู้หญิงมากกว่าลูกผู้ชาย  เพราะลูกผู้หญิงมีภาระเยอะกว่าลูกผู้ชาย มีสิ่งที่เสียหายและต้องรับผิดชอบมากกว่าผู้ชาย  จึงเป็นที่จับตามองของเหล่าชาวบ้านที่จ้องจะจับผิด และพูดเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ อยู่ตลอดเวลา  สิ่งที่ผู้หญิงถูกมองว่าเสียหายกว่าผู้ชายนั้นก็เพราะผู้หญิงสามารถมีลูกได้  หากว่าผู้หญิงเกิดท้องขึ้นมา แล้วผู้ชายไม่รับผิดชอบ ผู้หญิงก็ต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่ผู้ชายคนนั้นก่อขึ้น ผู้หญิงจึงเสียหายมากกว่าผู้ชาย ไม่ว่าผู้หญิงจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม  

                แต่ถ้าหากมองเรื่องของสภาพจิตใจนั้น  ฉันคิดว่าไม่มีแตกต่างกันสักเท่าไหร่  เพราะผู้หญิงถูกผู้ชายหลอกจนหมดตัวก็มี และผู้ชายที่โดยผู้หญิงหลอกจนหมดตัวก็มี  ซึ่งบางทีอาจจะทำให้ผู้โดนหลอกนั้นเสียผู้เสียคนกันเลยก็ได้  ฉันคิดว่าในจุดนี้เราเท่ากัน  ไม่มีใครเหนือกว่าใครและไม่มีใครเสียเปรียบกว่าใคร ทั้งหมดมันอยู่ที่ใครหลงใครมากกว่ากัน  ใครรักใครมากกว่ากัน  ฝ่ายไหนรักมากกว่าฝ่ายนั้นก็จะเป็นคนที่แพ้ไป  ส่วนคนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเองต่อไป....

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562

ตีความ ชื่อบทกวี “วิถีไม้ขีด (ตำนานบ้านทุ่ง)” ในกวีนิพนธ์ “ครอบครัวดวงตะวัน” โดย ศิวกานท์ ปทุมสูติ




                บทกวีบทนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับตำนานของเสือฝ้ายที่อยู่ในจังหวังสุพรรณบุรี  เสือฝ้ายแต่ก่อนเคยเป็นคนธรรมดา  แต่ชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดเป็นเสือฝ้ายได้ทั้งหมดเกิดจากความแค้น  ความแค้นที่มีต่อภรรยาที่หนีไปอยู่กับชู้  และอำนาจของบาทใหญ่ของผู้มีอิทธิพลที่ทำให้ตนต้องติดคุก  เพราะเล่นถั่วเล่นโป 

ซึ่งในการเล่นการพนันเกี่ยวกับถั่วและโป ในสมัยก่อนยังเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงมากนัก แต่ว่าที่เรื่องร้ายแรงและบานปลายไปถึงขั้นขึ้นศาลก็เพราะว่าเป็นอำนาจของผู้ใหญ่เบี้ย  จากฉนวนสองจุดทำให้เกิดตำนานของเสือฝ้ายขึ้นมา   เรื่องแรกเริ่มจากเสี่ยเบี้ยที่ทำให้ตนเองติดคุก และเรื่องที่สองถึงภรรยาหนีตามชู้ 

ซึ่งสองเรื่องนี้มีความเชื่อมกันก็คือถ้าหากว่าเสือฝ้ายไม่ติดคุกภรรยาก็คงไม่หนีไปกับชู้ เหตุการณ์ทั้งสองนี้ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของเสือฝ้ายได้ขาดลง จนเกิดเป็นไฟไหม้ลามแผดเผาทุกอย่าง

ฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้มันคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากว่าเรามีความทุกข์และความแค้นสุมอยู่ในอก  จิตใจคนเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะคาดเดาได้ว่าเขาคิดเช่นไรอยู่   และก็เป็นสิ่งที่เปราะบาง  เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนคนหนึ่งได้ผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง  แล้วถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น โดยที่มันเกิดจากความไม่เป็นธรรม  คงไม่มีใครที่จะยอมปล่อยให้เรื่องมันผ่านไปโดยที่ไม่โกรธ หรือแค้นเคืองใด ๆ เลย  

บางคนอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย  ถ้าเป็นเขา  ซึ่งเราไม่ใช่เขา และเขาไม่ใช่เรา  บางทีเรื่องเล็กน้อยของเขาอาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้เราหมดความอดทนจนไม่สามารถแบกรับอะไรได้อีกต่อไปแล้วก็ได้