วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตีความ ชื่อบทกวี “ในหลวงของฉัน” ในกาพย์กลอนแห่งอารมณ์ “มิเหมือนแม้นอันใดเลย” โดย ชมจันทร์



       ชื่อบทกวี “ในหลวงของฉัน” ในกาพย์กลอนแห่งอารมณ์ มิเหมือนแม้นอันใดเลย” โดย ชมจันทร์

ตีความ
               
           บทกลอนนี้ผู้แต่งได้แต่งมาจากความรู้สึกของตัวเอง ที่ได้รู้สึกประทับใจและซาบซึ้งในมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9    
บทกลอนนี้ได้เริ่มต้นเล่าเรื่องจากในอดีตเมื่อ 30 ปีก่อนที่ได้ไปรอรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งมีผู้คนไปรอรับเสด็จ ประชาชนก็พร้อมใจกันมารอรับเสด็จ ทั้ง ๆ ที่การที่รอรับเสด็จในสมัยนั้นมีความลำบากอยู่มากกับประชาชน แต่ประชาชนก็พร้อมใจกันมายืนรอรับเสด็จต่างยินดีที่จะลำบากเพียงเพื่อได้มารอรับเสด็จพระองค์ บางคนไม่มีรองเท้าก็ต้องไปยืนอยู่ข้างหลังคนที่มีรองเท้า  แต่ทุกคนก็อยากเป็นส่วนร่วมในการมารอรับเสด็จพระองค์  เพียงแค่พระองค์นั้นแย้มสรวลให้ประชาชนก็ต่างตื่นตันใจแล้ว

เมื่อผ่านไป15 ปี ผู้แต่งก็ได้รับปริญญากับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระองค์ก็ทรงแย้มสรวลอยู่เหมือนเดิม ถึงแม้ว่านักศึกษาจะเยอะมากแค่ไหนก็ตาม ท่านไม่เคยหยุดแย้มให้กับประชาชนของท่านเลย   และท่านได้พระราชทานโอวาทไว้ว่า ให้เห็นงานส่วนรวมเป็นงานใหญ่  ซึ่งก็ทำให้ผู้แต่งนั้นได้จดจำคำนี้ไว้เป็นที่เตือนใจของตนไปตลอดชีวิต

แต่เมื่อเวลาผ่านไปในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็มีพระชันษาครบ 5 รอบ  ซึ่งท่านสูงเกินกว่าที่ท่านจะมอบสิ่งต่าง ๆ ให้กับใครได้เหมือนดั่งเมื่อก่อน  แต่ว่าท่านก็ยังทรงแย้มสรวลให้กับประชาชนของท่านมาตลอด  ทั้งหมดที่ท่านเคยสอนสั่งมาทำให้ผู้แต่งนั้นจดจำสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไว้เป็นเครื่องเตือนใจที่จะไม่ทำตนไปในทางที่ไม่ดี  จะช่วยเหลือผู้คน และจะมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้แต่งนั้นซาบซึ้งและจะขอเป็นทาสรองบาทของพระองค์ไปทุกชาติ  เพราะว่าสิ่งเหล่านี้คือความภูมิใจของเหล่าคนไทย ที่ได้เกิดมาในประเทศนี้

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตีความ ชื่อบทกวี “โศลกไพร” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ



ชื่อบทกวี “โศลกไพร” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ตีความ

                บทนี้เป็นเกี่ยวกับป่าไม้  คนสมัยก่อนนั้นมีความเชื่อเรื่องเจ้าป่าเจ้าเขากัน  จึงคิดว่าตนได้ดูแลรักษาป่าเป็นอย่างดีแล้ว  เพื่อที่จะสนองต่อเจ้าป่าเจ้าเขาที่มีต้นน้ำลำธาร พืชพันธุ์สัตว์ป่าให้ได้หล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์   แต่ว่าการที่คนเราได้กระทำต่อป่าแบบนี้มันคือการรุกล้ำป่า  เพราะมันเป็นการทำลายป่า  เพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่าที่จะเรียกว่าดูแล  เพราะว่าการที่เราเข้าไปล่าสัตว์ในนั้น หรือไปตัดไม้ทำลายป่าเอามาใช้โดยที่เราเอาแต่ทำลาย แต่เราไม่คิดที่จะปลูกต้นไม้ขึ้นมาทดแทน หรือการที่ไม่คิดจะเว้นช่วงให้สัตว์ป่าได้ผสมพันธุ์กันตามฤดูกาล มันก็เป็นการทำลายระบบนิเวศของป่าอยู่ดี  

ถึงแม้ว่าอาจจะมีทำพิธีขอขมาเจ้าป่าเจ้าเขา เซ่นไหว้ของต่าง ๆ นานาก็ตาม แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถมาทดแทนสิ่งที่ป่าสูญเสียไปได้  เช่น ต้นไม้ที่มีอายุมาเป็นร้อย ๆ    สัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ เป็นต้น   เมื่อเราตัดต้นไม้มาใช้ เราก็ควรที่จะปลูกต้นใหม่ทดแทนเพื่อได้มีการหมุนเวียนในธรรมชาติในอนาคตข้างหน้า แต่ก็ไม่ควรที่จะตัดมาเกินความจำเป็นในการใช้สอยในการดำรงชีวิต    

สิ่งที่มนุษย์ทำนั้นมันกลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่มนุษย์คิดไว้ มนุษย์คิดคือการบูชาป่า เหมือนว่าป่านั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์   แต่สิ่งที่มนุษย์ทำคือการหวังที่จะเอาประโยชน์จากป่าอยู่ฝ่ายเดียว  ทั้ง ๆ ที่มนุษย์ก็ต้องพึ่งพาอาศัยป่า  แต่กลับไม่คิดจะดูแล  จนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในป่าเสื่อมโทรมลงไปเรื่อย ๆ  มันจึงเป็นเรื่องที่หน้าเศร้าที่มนุษย์ต่างไม่เห็นคุณค่า และไม่รู้จักดูแลรักษา  เมื่อป่าได้ทรุดโทรมจนถึงวันที่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับสัตว์ในป่า หรือแม้กระทั้งมนุษย์เองก็ตาม ได้อีกต่อไป  เมื่อวันนั้นมาถึงมันคงสายเกินไปที่เราจะมานั่งเห็นคุณค่าของป่าเสียแล้ว     

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือเรื่อง แอนิมอล ฟาร์ม ของ ยอร์จ ออร์เวลล์ ผู้แปล เพชร ภาษพิรัช



รีวิวหนังสือเรื่อง แอนิมอล  ฟาร์ม

 แอนิมอล  ฟาร์ม


ชื่อเรื่อง                   แอนิมอล   ฟาร์ม
ผู้แต่ง                      ยอร์จ  ออร์เวลล์
ผู้แปล                     เพชร   ภาษพิรัช
สำนักพิมพ์             ไทยควอลิตี้บุ๊ค(2006),บจก.


                เรื่องเป็นแนวนิทานผสมกับการเมือง  ซึ่งการเล่าเรื่องเหมือนเป็นนิทาน  แต่ว่ามีเนื้อหาของการเมืองผสมอยู่เยอะมาก   เรื่องนี้มันมีเหตุการณ์น่าสนใจอยู่หลายอย่าง และยังให้แง่คิดอีกมากมาย   ข้อคิดที่ได้เห็นอย่างชัดเจนเลยก็คือ เราต่างไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร   เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงกันได้เสมอเมื่อมีอำนาจในการครอบงำ   ไม่ว่าจะพวกเดียวกันหรือคนละพวก ต่างที่จะมาเป็นมิตรกันได้เมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกัน และต่างพร้อมจะหักหลังได้ทันทีเมื่ออีกฝ่ายหมดผลประโยชน์  นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาสาระและแง่คิดต่าง ๆ อีกมากมายในหนังสือเล่มนี้ที่รอให้คุณได้เข้าไปค้นพบด้วยตัวคุณเอง


วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือเรื่อง เรื่องของจัน ดารา ของ อุษณา เพลิงธรรม



รีวิวหนังสือเรื่อง   เรื่องของจัน   ดารา

เรื่องของจัน   ดารา



ชื่อเรื่อง                   เรื่องของจัน   ดารา
ผู้แต่ง                      อุษณา   เพลิงธรรม
สำนักพิมพ์             มติชน

          
      หนังสือเรื่องนี้หลาย ๆ ท่านคงรู้สึกคุ้น ๆ กับเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว  เพราะว่าหนังสือเรื่องนี้ได้ทำเป็นภาพยนตร์หลายเวอร์ชันมาก แต่ว่าถ้าท่านได้อ่านตัวบทที่เป็นหนังสือดู มันจะทำให้ท่านได้รับความรู้สึกที่แตกต่างไปจากภาพยนตร์มาก   เพราะว่าหนังสือนั้นไม่ได้โป๊เปลือยหรือลามกเท่ากับในภาพยนตร์เลย   ในหนังสือมีฉากอิโรติกจริงและสัมผัสถึงอารมณ์ของตัวละครได้เป็นอย่างดี   แต่ว่าไม่ถึงขั้นกับเป็นหนังสือลามกเหมือนอย่างในเวอร์ชันภาพยนตร์  

ในหนังสือกับทำให้รู้สึกเศร้าและเข้าใจความรู้สึกของตัวเอกแต่ละตัวได้เป็นอย่างดี   มันเป็นการบรรยายที่เรื่อย ๆ แต่ได้รู้จักตัวละครในเรื่องอย่างละเอียด  ทั้งเรื่องเพศและเรื่องจิตใจ  เข้าใจสภาวะต่าง ๆ ของตัวละครในเรื่องว่าทำไม แต่ละตัวถึงได้ทำกริยาอย่างนั้นออกมา  มันทำให้เราเห็นปมต่าง ๆ ในเรื่อง  เห็นที่มาที่ไปของตัวละครและเห็นสภาวะจิตที่ไม่ปรกติของตัวละครในเรื่องที่แสดงออกมาผ่านสัญชาตญาณดิบของมนุษย์นั้นก็คือเรื่องเพศที่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน   หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าและมีความรู้มากกว่าจะเป็นแค่หนังสืออิโรติกธรรมดาๆ สามัญที่ท่านได้เคยพบเจอ

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตีความ ชื่อบทกวี “อรุโณทัย” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ


ชื่อบทกวี “อรุโณทัย” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ตีความ

                บทความนี้เกี่ยวกับคนที่นอนหลับอยู่   จะเห็นได้ว่าในบทกลอน ฉากแรกที่เห็นคือ บรรยากาศตอนเช้าตรู ที่เริ่มมีแสงสว่างส่องลงมาจากฟ้า   แต่ว่าตัวละครของเรื่องไม่ได้เห็นแสงสว่างนั้นเลย  เพราะว่าเขายังนอนหลับอยู่  และความฝันของเขาก็กำลังดำเนินอยู่ต่อไป ทั้ง ๆ ที่ถ้าเกิดเขาไม่ตื่นในตอนนี้มันจะทำให้เขาตื่นสายได้  แต่เขาก็กลับนอนหลับต่อไปเพราะไม่เห็นแสงพระอาทิตย์ที่ส่องลงมา

                ในตอนนี้ฉันคิดว่ามันเป็นเรืองปกติของชีวิตคนอยู่แล้ว เพราะว่าเราเกือบทุกคนต้องเคยผ่านเหตุการณ์นอนตื่นสายกันบ้างสักครั้งในชีวิตซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นได้เพราะความผิดพลาดในชีวิตของเรา  คนทุกคนไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด  แต่ว่าคำว่าผิดพลาดนี้มันสามารถใช้ได้ครั้งเดียว เพราะเมื่อเราเจอเรื่องที่เราผิดพลาดเมื่อไหร่  เราจะสามารถจดจำและไม่ทำให้มันเกิดขึ้นอีก   

                และถ้าหากว่ามันคือความผิดพลาดของคุณ คุณจะสามารถมีโอกาสในการแก้ไขได้เพียงหนึ่งครั้ง  เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่ามันเกิดจากความผิดพลาด เกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ    แต่ว่าถ้าหากว่ามันเกิดเหตุการณ์นี้กับเราเป็นประจำ หรือเราทำบ่อย ๆ มันจะไม่ใช่เรื่องผิดพลาดไปในทันที   แต่มันคือความตั้งใจ หรือไม่ก็ความขี้เกียจของเราเอง   ที่ทำให้เราสามารถทำสิ่ง ๆ เดิมได้ซ้ำ ๆ โดยที่ไม่พยายามจะปรับปรุงแก้ไขตัวเองเพื่อไม่ให้ทำผิดอีก   มันจะทำให้คุณหมดโอกาสของคำว่าอภัยไปโดยปริยาย

                

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือเรื่อง ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ ของ ภู กระดาษ


รีวิวหนังสือเรื่อง  ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ


ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ



ชื่อเรื่อง                   ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ
ผู้แต่ง                      ภู   กระดาษ
สำนักพิมพ์             มติชน

              
           หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องสั้นที่มีความแปลกใหม่ผสมผสานอยู่ในเนื้อหาของแต่ละเรื่อง  วิธีการเขียนของภู กระดาษต้องขอยอมรับเลยว่าเป็นการเขียนที่ลึกลับซับซ้อนในการมีความหมายแฝงที่อยู่ในเรื่องสั้นของแต่ละตอน   ซึ่งถ้าอ่านแบบทั่วไป จะทำให้เรารู้สึกว่ามันมีความผสมผสานระหว่างความเชื่อ เทพนิยาย และความเป็นจริง จะทำให้เราเห็นว่าชีวิตของคนเรานั้นมักผูกติดกับความเชื่อต่าง ๆ เหล่านั้นเสมอ  และได้เห็นชีวิตของคนลาวกับความเปลี่ยนไปของคนในพื้นที่

              
           แต่ถ้าหากว่าคุณสามารถอ่านแล้วตีความในสิ่งที่ผู้แต่งต้องการจะสื่อ   คุณจะได้เห็นเนื้อหาอีกแง่หนึ่งที่สะท้อนชีวิตและสังคมได้ดีมาก  บางทีเนื้อหาในเรื่องอาจจะทำให้ใครบางคนเจ็บถึงสุดขั้วหัวใจเลยก็ว่าได้  หากว่าคุณตีความหมายแฝงเหล้านั้นออก มันจะทำให้คุณได้สัมผัสกับรสชาติใหม่ที่ไม่ธรรมดาแบบทั่วไปได้เลยทีเดียว  บางทีถ้าคุณได้รู้ซึ่งในส่วนนี้แล้ว มันอาจจะทำให้คุณสนใจในและติดตามหนังสือนักเขียนคนนี้ไปตลอดเลยก็ว่าได้