วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561

ตีความ ชื่อบทกวี “เด็กล้างจาน” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ


ชื่อบทกวี “เด็กล้างจาน” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ตีความ


                บทนี้ฉันคิดว่า กำลังพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับอาหารที่เหลือทิ้งอย่างไม่รู้คุณค่า ฉันคิดว่าเนื้อหาของตอนนี้ออกแนวประชดเรื่องการกินอาหารที่กินทิ้งกินขว้างของคนในสังคม  แต่ว่าอ่านแล้วกลับไม่รู้สึกถึงน้ำเสียงประชดในบทกลอนนี้เลย  เหมือนเป็นการพูดธรรมดาว่าฉันไม่ต้องการขอข้าวแกงจากบทเพลงจันทร์เจ้าที่เคยไว้ร้องตอนเด็ก ๆ     เพราะว่าเศษอาหารที่มีบทโลกนั้นเหลือทิ้งนั้นมีปริมาณมาก   สามารถกินได้เป็นหมื่นแสนล้านปี  ก็เท่ากับว่าอาหารที่โลกนั้นต้องมีปริมาณที่เยอะมาก  จึงทำให้เหลือทิ้งได้มากมายขนาดนี้   (แต่ก็แปลกนะ ทั้ง ๆ ที่อาหารเหลือเยอะขนาดนี้แท้ ๆ แต่ทำไมยังมีคนที่อดตายอยู่หละ...น่าคิดนะ ^^)

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

ตีความ ชื่อบทกวี “ช้อนกุ้ง” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ


ชื่อบทกวี “ช้อนกุ้ง” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ


ตีความ

                ตอนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกุ้งฝอย  ตัวละครจะไปช้อนกุ้งฝอย แต่ว่าเมื่อเจอกับฝูงกุ้งฝอยนั้นก็กลับทำให้เปลี่ยนใจไม่ช้อนกุ้งฝอย  เพราะว่าความงามของฝูงกุ้งฝอยนั้นที่เป็นความงามอย่างธรรมชาติ   ความงามของฝูงกุ้งนั้นเปรียบเหมือนกับเทพธิดาท้องทุ้ง  ซึ่งทำให้เห็นว่าฝูงนั้นงามจริง ๆ พลิ้วไหวเหมือนเพชรรุ้งจนทำให้คนนั้นเกิดความประทับใจ  จึงได้กลับไปตัวเปล่าก็จริง  แต่ว่าเขากับได้รับความเติมเต็มบางอย่างเข้ามาแทน ซึ่งสิ่งที่เขาได้รับนั้นมันกลับเป็นความสวยงามที่ติดตรึงอยู่ในใจของเขาแทน  
ฉันคิดว่ามันก็คงอาจจะจริงแหละกับคำว่าสุขอยู่ที่ใจ  เพราะว่าถ้าเกิดว่าเขาตัดสินใจช้อนกุ้งเหล่านั้นเสีย เขาก็จะได้อาหารเพิ่งอีกหนึ่งมื้อ ถึงแม้ว่ากุ้งนั้นจะไม่ใช่สัตว์ใหญ่เนื้อเยอะแบบชนิดอื่น  ที่จะทำให้อิ่มท้องได้ยาวนานก็ตาม  แต่ว่าเมื่อเขาตัดสินใจที่จะปล่อยมันไว้ในที่เดิม ก็เท่ากับว่า ความสุขของเขาคือการที่ฝูงกุ้งที่มีความสวยงามเหมือนดั่งเพชรที่เป็นประกาย  นั้นเติมเต็มความรู้สึกในใจเขานั้นเอง  

ตีความ ชื่อบทกวี “ทางมืด” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ


ชื่อบทกวี “ทางมืด” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ


ตีความ
                ตอนนี้ฉันคิดว่ามันเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจและอาชญากรรม  จากที่ตัวบทบรรยายมานั้น  เหมือนกับว่ามีคนที่ยังลำบากอยู่เป็นแสน ๆ คน ที่ไม่มีทางออกของชีวิตว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตดีขึ้น  แต่เมื่อมีคนหนึ่งคนที่มีฐานะเข้ามา ก็ทำให้คนเหล่านี้คิดได้ว่า  นี้แหละคือทางออกของตนเอง ทำให้รคนเหล่านี้รู้สึกว่ามีความหวังในชีวิตที่อาจจะสุขสบายได้ขึ้นมา  จึงทำให้เกิดการฆ่าคนมีฐานะเพื่อแย่งชิงเอาของมีค่าเหล่านั้นมาเป็นของตัวเอง   ถึงแม้ว่ามันจะคือทางที่ผิดกฎหมายก็ตาม  แต่ว่าเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของตนเองนี้ก็คือทางออกที่ดีที่สุดในตอนนั้นก็ได้  เรื่องนี้จึงได้ชื่อว่าทางมืด
                การที่คนเราก่ออาชญากรรมกันมากขึ้นนั้นก็เพราะว่าเศรษฐกิจไม่ดี  มีการโกงชาวบ้านจนทำให้พวกเขาไม่มีที่ทำกิน   มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แย่ลง จนถึงขั้นลำบากขาดแคลน  และถ้าถามว่าทำไมไม่ไปทำงานอื่น ไม่ไปหางานอื่น บางทีพวกนายทุนทั้งหลายอาจจะมองย้อนกลับมาที่ตัวเองบ้างก็ดีนะคะ ว่าคุณเคยให้โอกาสเขาไหม แน่นอนใครๆ ก็ต้องการคนที่มีความรู้มาทำงาน แล้วพวกเขาที่ไม่มีความรู้จะสามารถทำอะไรได้ ? ทั้ง ๆ ที่ควรจะดูความสามารถก่อน แต่ว่าคุณมองแค่เรื่องการศึกษา เรื่องสถาบันซะส่วนใหญ่ ก็ไม่แปลกที่จะเป็นการกดดันให้มีเหตุการณ์การปล้น การจี้กันมากขึ้น  เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นคุณยังคิดว่าเป็นความผิดของพวกเขาอีกหรือ ? 

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

ตีความ ชื่อบทกวี “หนานคำ” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ


ชื่อบทกวี “หนานคำ” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ตีความ
                บทนี้เป็นบทที่เด็กเป็นผู้เล่าเรื่อง   เด็กพูดถึงหนานดำ ที่มีบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ในป่า   เด็กเล่าว่า หนานคำนั้นเป็นคนที่อ่อนโยน ถึงจะไม่ค่อยเยิ้ม เป็นคนรักป่า รักสัตว์ และสัตว์ก็ให้ความไว้ใจกับหนานคำ  และหนานคำคิดว่าสัตว์เหล่านี้เชื่อง  เพราะมีฝูงกวางมาที่นี้บ่อย ๆ  นกป่าก็เข้ามาที่ชายคา  และยังมีเสือที่อยู่ในกรงมีทั้งหลากกรงและหลายตัว   มีเสือตัวหนึ่งที่เดินวนรอบกรงหลายรอบแล้วจงหน่ายใจนอน  หนานคำบอกว่าทำกรงให้กว้าง ๆ  เพื่อให้เสือมีที่เดิน ถ้าทำที่แคบ ๆ เสือจะดุร้าย  เด็กมองเสือที่หมอบอยู่ในกรงแล้วคิดว่ามันคงจะเชื่องได้ หรือว่ากรงมันกว้างเกินไป จะทำให้เสือหาจุดอ่อนแล้วลอดกรงออกมาได้   และเด็กก็หยุดความคิดลง เพราะคิดว่าที่ตัวเองคิดเป็นแค่ความคิดของคนขี้กลัว เด็กคิดว่าหนานคำคงคุ้นเคยกับเสือดี  ถ้าไปเล่าให้หนานคำก็คงโดนหัวเราะเยาะ
                ฉันกลับคิดว่าความคิดของเด็กนั้นน่าสนใจนะคะ เพราะว่าสัตว์ป่านั้นเชื่องได้จริงหรือ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นไปตามสัญชาตญาณของมัน  ถึงแม้ว่ามันจะไม่ทำร้ายเรา แต่มันก็คงไม่ถึงกับอยากให้เราไปกักขังมันอยู่ในกรงเท่าไหร่หรอก  ฉันว่าสิ่งที่เด็กคิดนั้นมันมีทางที่จะเกิดขึ้นได้  เพราะดูแล้วหนานคำก็จะประมาทอยู่เพราะคิดว่าตนคุ้นเคยกันดีกับสัตว์ป่า   เหมือนอย่างเช่นสุภาษิตคำว่า หมองูตายเพราะงู   ฉันว่าถ้าเอาคำนี้มาพูดในเรื่องนี้ก็คงจะไม่ต่างกันทีเดียว  เพียงแต่ว่าเหตุการณ์ของหนานคำนั้นยังไม่เกิดขึ้นนั้นเอง

ตีความ ชื่อบทกวี “รถด่วน” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ


ชื่อบทกวี “รถด่วน” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ตีความได้ว่า
                ตอนนี้เล่าเรื่องของเด็กน้อยที่เล่นรถไฟต่อกันเป็นขบวนแล้วมีคนอีกสองคนที่คอยกักตัวไว้ การละเล่นอันนี้ดิฉันคิดว่ามันคือ การเล่นรีรีข้าวสาร  ที่มีวิธีการละเล่นที่คล้ายกันกับตัวบทที่ผู้ประพันธ์ได้เขียนไป   ในบทนี้มีการเปรียบเทียบกันของความรู้สึกของสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปของจิตใจคน  นั้นก็คือ การละเล่นนี้ในตอนแรก เด็ก ๆ เล่นกันอย่างสนุกสนาน เมื่อมีมือผู้ใหญ่เข้ามาจับต่อขบวนเป็นการเล่นกับเด็ก ๆ มันก็ทำให้เกิดความอบอุ่น เมื่อผู้ใหญ่เป็นผู้นำ  แต่แล้วตัวบทก็กลับพูดถึงปัจจุบันที่มองว่าผู้ใหญ่สมัยนี้มีแต่ขึ้นขบวนรถไฟผีที่เร่งด่วนเสียจนไม่เหลือความอบอุ่นให้เด็กอีกแล้ว
                ดิฉันคิดว่า ในเรื่องนี้มันคือการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมสมัยนี้  ที่ผู้ใหญ่เอาแต่รีบเร่งที่จะทำธุระต่าง ๆ โดยที่ไม่ได้ให้ความรักให้ความอบอุ่น  ให้ความเป็นผู้นำที่ดีให้กับเด็กได้พอสมควร  ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่ผู้ใหญ่นั้นมีความรัก  ความอบอุ่น  ใส่ใจ ดูแลเด็ก และอบรมสั่งสอนเด็กได้ดีกว่านี้  ตามแบบฉบับที่ผู้ใหญ่ควรจะทำ  มากกว่าเอาแต่ทำงานรีบเร่งไปตามเวลาแต่อย่างเดียว  จนลืมใส่ใจกับเด็ก ๆ เหล่านี้

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือเรื่อง ซอยเดียวกัน ของ วาณิช จรุงกิจอนันต์


รีวิวหนังสือเรื่อง ซอยเดียวกัน
ซอยเดียวกัน



ชื่อเรื่อง                   ซอยเดียวกัน
ผู้แต่ง                      วาณิช จรุงกิจอนันต์
สำนักพิมพ์             บูรพาสาสน์

                เรื่องนี้ฉันได้รับอารมณ์ที่สะเทือนใจเป็นอย่างมากในหลาย ๆ ความรู้สึก   ทั้งสนุก น่าตื่นเต้น  มีความสุข เสียใจ หมดหวัง  กลัว  และโดดเดียว   มันมีหลาย ๆ อารมณ์ที่ปะปนกันจนทำให้มันเกิดเป็นความรู้สึกหลายอย่างรวมกันจนกลายเป็นหนึ่งเดียว และหนึ่งเดียวที่ว่านี้ก็ไม่สามารถแยกได้ว่ารู้สึกแบบไหนมากกว่ากัน  รู้แค่ว่ามันคืออารมณ์ที่ได้รับมาจากหนังสือเล่มนี้ที่พบได้แค่เพียงเล่มนี้เล่มเดียวเท่านั้น   คงต้องบอกว่ามันสะเทือนไปซะทุกอย่างจนไม่สามารถแยกได้ว่าตอนนี้กำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ทุกอย่างได้ปะปนและผสมกันออกมาแล้วเรียบร้อยในเนื้อหาของเรื่องสั้นแต่ละตอน  ฉันมองว่าถ้าหนังสือเล่มนี้มีชีวิต หนังสือเล่มนี้ก็คงจะมีความรู้สึกที่ซับซ้อนไม่ต่างจากคนทั่วไปเช่นกัน   และก็คงเป็นหนังสือที่มีเรื่องราวของชีวิตและประสบการณ์ต่าง ๆ ได้หลากหลายและมากมายทีเดียว