วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562

ตีความ ชื่อบทกวี “วิถีไม้ขีด (ตำนานบ้านทุ่ง)” ในกวีนิพนธ์ “ครอบครัวดวงตะวัน” โดย ศิวกานท์ ปทุมสูติ




                บทกวีบทนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับตำนานของเสือฝ้ายที่อยู่ในจังหวังสุพรรณบุรี  เสือฝ้ายแต่ก่อนเคยเป็นคนธรรมดา  แต่ชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดเป็นเสือฝ้ายได้ทั้งหมดเกิดจากความแค้น  ความแค้นที่มีต่อภรรยาที่หนีไปอยู่กับชู้  และอำนาจของบาทใหญ่ของผู้มีอิทธิพลที่ทำให้ตนต้องติดคุก  เพราะเล่นถั่วเล่นโป 

ซึ่งในการเล่นการพนันเกี่ยวกับถั่วและโป ในสมัยก่อนยังเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงมากนัก แต่ว่าที่เรื่องร้ายแรงและบานปลายไปถึงขั้นขึ้นศาลก็เพราะว่าเป็นอำนาจของผู้ใหญ่เบี้ย  จากฉนวนสองจุดทำให้เกิดตำนานของเสือฝ้ายขึ้นมา   เรื่องแรกเริ่มจากเสี่ยเบี้ยที่ทำให้ตนเองติดคุก และเรื่องที่สองถึงภรรยาหนีตามชู้ 

ซึ่งสองเรื่องนี้มีความเชื่อมกันก็คือถ้าหากว่าเสือฝ้ายไม่ติดคุกภรรยาก็คงไม่หนีไปกับชู้ เหตุการณ์ทั้งสองนี้ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของเสือฝ้ายได้ขาดลง จนเกิดเป็นไฟไหม้ลามแผดเผาทุกอย่าง

ฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้มันคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากว่าเรามีความทุกข์และความแค้นสุมอยู่ในอก  จิตใจคนเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะคาดเดาได้ว่าเขาคิดเช่นไรอยู่   และก็เป็นสิ่งที่เปราะบาง  เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนคนหนึ่งได้ผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง  แล้วถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น โดยที่มันเกิดจากความไม่เป็นธรรม  คงไม่มีใครที่จะยอมปล่อยให้เรื่องมันผ่านไปโดยที่ไม่โกรธ หรือแค้นเคืองใด ๆ เลย  

บางคนอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย  ถ้าเป็นเขา  ซึ่งเราไม่ใช่เขา และเขาไม่ใช่เรา  บางทีเรื่องเล็กน้อยของเขาอาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้เราหมดความอดทนจนไม่สามารถแบกรับอะไรได้อีกต่อไปแล้วก็ได้
    

ตีความ ชื่อบทกวี “เห็นไหมลูก” ในกวีนิพนธ์ “ครอบครัวดวงตะวัน” โดย ศิวกานท์ ปทุมสูติ



               
      บทความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำเกษตรที่มีความไม่พร้อมในการเพาะปลูก  ทั้งที่สภาพแวดล้อมไม่เอื่ออำนวย  แต่ก็ไม่ยอมรักษาให้ดีเสียก่อนที่จะทำไร่ทำนา 
                
    กฎของโลกไม่มีสิ่งใดสามารถชนะธรรมชาติได้  วันนี้เราคิดว่าชนะ  แต่วันหน้าเราก็ต้องแพ้อยู่ดี เหตุที่แพ้ไม่ใช่เพราะเราไม่เก่งพอเอาชนะธรรมชาติ  แต่ที่แพ้เป็นเพราะเราแก้ปัญหาไม่ตรงจุด  จึงทำให้เกิดปัญหาสะสมมาเรื่อย ๆ 

    เมื่อเกิดการสะสมมาก ๆ พอมาถึงจุดหนึ่งที่ไม่สามารถแบกรับอะไรได้แล้ว ปัญหาทุกอย่างก็จะปะทุออกมาในคราวเดียว  และเมื่อเกิดการปะทุออกมาอย่าล้มหลามมันก็เกินความสามารถที่เราจะฝืนต้านมันได้อีกต่อไป 

    ในการปลูกพืชผัก ทำสวน  ทำไร่  ทำนาก็เช่นกัน  เราไม่อาจจะฝืนหน้าดินได้  ไม่อาจจะฝืนให้ดินที่แห้งคอดให้มีน้ำตลอดทั้งปีได้   หากเราไม่เริ่มพัฒนามันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ในแบบที่มันควรจะได้รับการบำรุงมากที่สุด 

    ในบบกวีนี้ก็เช่นกัน เนื้อหาในบทกวี ได้เล่าถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเกี่ยวกับพืชผักของชาวเกษตรกร  ผักที่เกิดการแย่งน้ำจากพื้นดินจนทำให้ฆ่ากันตายในแปลง   

    ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากคนเร่งผลิตพืชผัก  ทั้งที่ดินและน้ำยังไม่สามารถเพาะปลูกได้  แต่คนก็ยังฝืนที่จะปลูกต่อไป พืช ผักเมื่อมีน้ำไม่พียงพอต่อการใช้ จึงได้พากันฆ่ากันตายเพราะแย่งชิงน้ำและสุดท้ายพื้นที่แห่งนั้นก็กลายเป็นที่แห้งแร้ง และเหตุการณ์เช่นนี้ก็ได้เกิดขึ้นซ้ำอีกหลายครั้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
     
    ในการทำเกษตรนั้น  เราอาจจะเคยเห็นสภาพดินที่มีปัญหาในการเพาะปลูกพืชผักได้ไม่ดีเท่าที่เราต้องการ   ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ได้แต่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ คือการทำเกษตรให้รอดไปได้ในแต่ละเดือน  เมื่อผลผลิตออกมาไม่ดีเราก็โทษว่าเพราะดินไม่ดี  ต้องไปหาดินใหม่ที่ดีกว่านี้  หรือต้องใส่สารเคมีให้เยอะกว่านี้เพื่อให้ดินดีขึ้น
                
    ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วเราสามารถสร้างพื้นที่เพาะปลูกให้อุดมสมบูรณ์ได้โดยไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม ๆ เหมือนโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในเรื่อง
                
    ทางแก้ของปัญหานี้ คือ การเราบำรุงดิน  เราต้องดูแลดินในพื้นที่นั้นให้ดี  ทั้งเรื่องน้ำเรื่องของธาตุอาหารในดิน  เราไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการบำรุงดิน หรือกำจัดแมลงโดยวิธีเร่งด่วนโดยการใช้สารเคมี   เพราะการที่เราทำเช่นนั้น มันก็คือการแก้ที่ปลายเหตุ  สุดท้ายเราก็เสียทรัพย์อย่างไม่จำเป็น ทั้งทรัพย์ในดิน สินในน้ำ และยังเสียเงินเสียทองไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น

    สิ่งควรทำมากที่สุดคือ เราต้องรู้จักการอดทนรอเวลา  ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลาทั้งสิ้น  ดินก็เช่นกัน  หากเราหมั่นรดน้ำพรวนดิน  ใส่ปุ๋ยจากซากพืช ซากสัตว์ และให้ย่อยสลายไปโดยธรรมชาติ  เราก็จะได้ดินที่ดีเหมาะสมกับการเพาะปลูก  

    ซึ่งจะส่งผลระยะยาวในการทำเกษตร เมื่อน้ำดี ดินดี ทุกอย่างก็จะออกดอกออกผลดีตามไปด้วย   และถ้าอยากให้ดินดีไม่มีตกเราต้องหมั่นตรวจเช็คดินว่า  ดินถึงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกแล้วหรือยัง หากยังเราก็ต้องบำรุงสารอาหารให้ดินมากเพียงพอตามที่ดินต้องการ      


วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562

ตีความ ชื่อบทกวี “จาก” ในกวีนิพนธ์ “ครอบครัวดวงตะวัน” โดย ศิวกานท์ ปทุมสูติ




     เรื่องย่อมีอยู่ว่า  ครอบครัวหนึ่งกำลังจะส่งลูกไปเรียนที่ห่างไกลจากบ้านมาก เช้าวันนั้นแม่ตื่นแต่เช้าเพื่อมาทำอาหาร  ส่วนพ่อก็ได้แต่นอนคิดเรื่องของลูกที่ต้องจากไปในที่ไกล ๆ เมื่อนั่งกินข้าวกันบรรยากาศในวงอาหารก็มีความเศร้าปนความสุข  สุขกับการที่ลูกได้ไปใช้ชีวิตบนเส้นทางที่ลูกเลือก  และทุกข์กับการที่ลูกต้องจากคนที่บ้านไปไกลแสนไกล 
                
    เมื่อลูกคนแรกได้ออกเดินทางจากไปสู่ทางของตนเอง  ลูกคนสุดท้องได้บอกกับพ่อและแม่ว่า  ขอใช้ชีวิตอยู่กับบ้านของเราได้ไหม อยู่ทำนาเหมือนคนรุ่นก่อนที่เคยอยู่กันมา ไม่อยากไปเรียนที่ไกล ๆ เหมือนกับพี่ พ่อกับแม่ยิ้มรับกับคำพูดของลูกคนเล็ก แล้วจึงบอกลูกว่า รอถึงวันนั้นก่อนเถอะ แล้วลูกจะรู้ทางของลูก
             
    บทนี้ทำเอาซึ่งอีกแล้ว  คุณเคยจำได้ไหม ตอนเด็ก ๆ คุณเคยบอกกับพ่อกับแม่ว่าอย่างไรบ้าง  เช่น เวลามีญาติผู้ใหญ่แซวว่าโฮ โตเป็นสาว/หนุ่มแล้วมีแฟนหรือยังเนี้ย  (ทั้งๆที่ความจริงอาจจะแค่ 4-5 ขวบ)  เราก็จะตอบไปทันทีว่า   หนูจะไม่มีแฟนหรอก  หนูจะอยู่กับพ่อกับแม่ไปจนแก่เลย ซึ่งก็สร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ใหญ่หลายท่านที่ได้ฟังคำตอบนี้
               
     แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป  จนมาถึงวันที่คุณโตขึ้นสู่อีกก้าวหนึ่งของชีวิต   เมื่อคุณรู้และเข้าใจโลกมากขึ้น  ความคิดความอ่านก็จะเริ่มเปลี่ยนไป   จากเมื่อก่อนไม่เคยคิดที่จะไปไหนไกลหูไกลตาจากพ่อแม่  คุณก็เริ่มที่จะอยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง  อยากไปเผชิญโลกในแบบที่ตัวเองต้องการ อยากรู้อยากลอง  และก็เริ่มห่างไกลออกไปจากพ่อแม่มากขึ้นทุกที  
            
    ในขณะที่คุณกำลังก้าวเข้าสู่โลกที่คุณอยากรู้อยากลอง  ในเวลาเดียวกันนั้นก็มีคนที่รักคุณคอยส่งกำลังใจให้เสมอ  คอยคิดเสมอว่า ป่านนี้คุณจะทำอะไรอยู่นะ  กินข้าวหรือยัง สบายดีหรือเปล่า มีปัญหาอะไรหรือเปล่า เงินจะพอใช้ไหม เขาคนนั้นคอยเป็นห่วงคุณตลอดเวลาในระยะทางที่ห่างไกล  แต่สิ่งที่ใกล้คุณเสมอก็คือหัวใจ   หัวใจที่ยังรักและผูกพันกับคุณเหมือนเดิมไม่เสื่อมคลาย
                
    ตอนเป็นเด็กมีใครเคยคิดแบบฉันบ้างไหมนะ  เวลาที่พ่อแม่ส่งให้ไปเรียนเมื่อสมัยอยู่อนุบาล  เคยคิดน้อยใจพ่อแม่ว่า พ่อแม่ไม่รักเราแล้ว ถึงอยากให้เราไปไกล ๆ ไม่อยากให้อยู่บ้าน  ร้องห่มร้องไห้ไม่ยอมไปเรียน   แต่เมื่อเราอยู่ชั้นประถมเราก็เริ่มเข้าใจพ่อแม่มากขึ้นว่า อ๋อ ที่เขาส่งเราไปเรียนหนังสือ เพื่อให้มีความรู้เพิ่มเติม อยากให้เราเก่ง อยากให้เราฉลาด  ถึงได้ส่งเราไปเรียน  เพราะท่านรักเรา   อยากให้เราโตมาเป็นคนที่สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้  ไม่ต้องลำบากเหมือนที่ท่านเคยผ่านมา  เรามาเข้าใจท่านในวันที่เราโตขึ้น
                
    แต่ว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่รู้ เกี่ยวกับพ่อแม่ก็คือ  เมื่อเราไปโรงเรียนในก้าวแรกของชีวิต พ่อแม่ที่มาส่งที่โรงเรียนทุกวัน ที่เราเห็นท่านมาส่งเราถึงมือคุณครูแล้วท่านก็เดินจากไปโดยไม่หันมามองเสียงของเราที่ร้องเรียกท่าน ไม่ใช่ว่าท่านไม่ได้ไม่สนใจเสียงร้องไห้ของเรา  แต่ที่ท่านไม่หันมามองนั้น เพราะกลัวจะใจอ่อนพาเรากลับบ้านมากกว่า 

    และในทุก ๆ วันที่ท่านมาส่งเราไม่รู้เลยว่า ท่ามาส่งเราแล้วกลับบ้านหรือไปทำงานทันที หรือท่านกำลังทำอะไรหลังจากนั้น เพราะในความจริงแล้วพ่อแม่หลายคนมักจะคอยแอบดูเราอยู่ที่ไหนสักทีในโรงเรียนโดยไม่ให้เรารู้ตัว

    ท่านคอยมองอยู่ตลอดว่า เอ๋ เราจะเป็นอย่างไรบ้าง จะเข้ากับเพื่อนได้ไหม  ครูจะดุไหม  จะโดนเพื่อนแกล้งหรือเปล่า  ท่านดูจนท่านแน่ใจแล้วว่าเราสามารถอยู่กับครูได้แล้ว ท่านถึงจะได้เดินทางไปทำภารกิจประจำวันของท่านต่อ  ท่านไม่ได้อยากจะให้เราไปไหนไกลจากท่านสักนาทีเดียว  แต่ทุกสิ่งที่ท่านทำในวันนั้น ก็เพื่อให้เราได้มีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเองเหมื่อนดั่งในวันนี้



วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562

ตีความ ชื่อบทกวี “หมานอกบ้าน” ในกวีนิพนธ์ “ครอบครัวดวงตะวัน” โดย ศิวกานท์ ปทุมสูติ





     เรื่องย่อ มีหมาตัวเมียตัวหนึ่งทิ้งบ้านของมันเพื่อมาอยู่บ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านคิดว่ามันติดหมาที่บ้านของตน และคิดว่าหมาของอาจเป็นชู้กัน จึงหมาตัวเมียออกจากบ้านไม่ให้มายุ่งกับหมาของตัวเอง เมื่อเวลาให้ข้าวเจ้าหมาก็จะเหลือข้าวไว้เสมอ   เจ้าของบ้านคิดว่ามันอาจจะเบื่อข้าวถึงได้กินไม่หมด แต่เมื่อเห็นเจ้าหมาตัวเมียมากิน จึงรู้ว่าหมาของตนเหลือข้าวในทุกวันทั้งเช้าและเย็นไว้ให้หมาตัวเมีย และแอบพามากินทุกวัน  

     เจ้าของบ้านจึงได้ไปถามชาวบ้านว่าหมาตัวเมียใครเป็นเจ้าของ ทำไมถึงไม่เลี้ยงดูหมา จึงได้ความว่า หมาตัวเมียเป็นหมาของบ้านหลังหนึ่งที่ย้ายบ้านไป และได้ทิ้งหมาไว้ที่นี้ พอหมาไปบ้านไหนก็โดนไล่ตี 

    เจ้าของบ้านได้จ้องตาของหมาตัวเมีย จึงได้เห็นว่าในดวงตานั้นมีแต่ความเศร้าหมอง จนอดคิดไม่ได้ว่า เหตุที่หมาตัวเมียมาหามาตัวผู้ที่บ้านของตน หรืออาจจะไม่ได้มาหาหมาตัวผู้ แต่อาจจะยอมเสียตัวเพื่อแลกกับการได้มีข้าวมีน้ำกินในทุกวัน

    เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดรัจฉานหรือมนุษย์ก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน มนุษย์มีความรู้สึกหิว สัตว์ก็มีความรู้สึกหิวเช่นกัน มนุษย์ต้องหาที่ปลอดภัยไว้อาศัย มีความรู้สึกเจ็บเมื่อเป็นแผล และต่างต้องการได้รับการรักษาเพื่อให้แผลหาย  

    สัตว์ก็เช่นกันมีความรู้สึกไม่ต่างกัน  เพียงแต่สัตว์ไม่สามารถพูดได้ แต่สามาถสื่อสารให้เห็นได้จากการกระทำและแววตา แล้วเหตุใดมนุษย์บางคนถึงไม่คิดถึงจิตใจของสัตว์บางเลย ทำไมถึงได้กล้าทิ้งได้อย่างไม่มีเยื่อใย โดยที่ไม่สนใจว่าชีวิตภายหลังของสัตว์ตัวนั้นจะเป็นเช่นไร ทำเหมื่อนดั่งสัตว์เหล่านั้นไม่มีความรู้สึกเหมือนสิ่งไม่มีชีวิตเช่นนั้นกันหนอ 

ตีความ ชื่อบทกวี “บางหมอกฝ้า” ในกวีนิพนธ์ “ครอบครัวดวงตะวัน” โดย ศิวกานท์ ปทุมสูติ



              
    บทนี้มีเรื่องย่อว่า ครอบครัวหนึ่งเคยมีความรักความอบอุ่นที่สดใสภายในครอบครัว เพราะความรักและความเข้าใจที่มีให้กัน ช่วยกันเติมสีสันให้กัน แต่ว่าวันนี้เหมือนมีบางอย่างทำให้ภรรยาของเขาไม่สบายใจ ทำให้ครอบครัวไม่สดใสเหมือนเดิม มีแต่ความเศร้าเข้ามาแทนความสุขที่เคยมีให้กัน และสิ่งที่สามีอยากจะขอภรรยามากที่สุดในตอนนี้ก็คือ ขอโลกใบเก่าที่เคยมีความสุขให้กัน ถึงแม้ว่าอาจจะมีเรื่องให้เศร้าเสียใจกันบ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังรู้สึกอบอุ่นหัวใจไม่เศร้าหมองเหมือนตอนนี้

     ในบทนี้ฉันคิดว่าใครหลายคนคงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ความรู้สึกที่อยากจะให้ครอบครัวและคนที่เรารักกลับมาสดใสเหมือนเดิม อยากช่วยแบ่งเบาความเศร้าของเขาให้เบาลง ถึงแม้เราไม่ใช่เจ้าของปัญหานั้นก็ตาม ถึงแม้เราจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราสามารถรับฟังได้ เพราะหากมีใครคนหนึ่งในครอบครัวกำลังมีความทุกข์ โดยที่เราไม่สามารถรับรู้ปัญหาของเขาในขณะนั้น มันก็ส่งผลให้คนในครอบครัวทุกข์ใจไปด้วยเช่นกัน

     ฉันคิดว่าการที่เรารับฟังปัญหาใครสักคน ในยามที่เขามีปัญหาทุกข์ใจ มันก็คือการแบ่งเบาความทุกข์ในระยะเบื้องต้น แต่ส่งผลไปสู่บั้นปลายของปัญหาได้ เพราะการที่เรารับฟังเขา ก็เหมือนเราได้แบ่งเบาความทุกข์ในใจให้เบาบางลง ช่วยให้เขามีกำลังใจที่ดีขึ้น ทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้ เขาไม่ได้กำลังเผชิญปัญหาเพียงคนเดียว   ไม่ว่าเรื่องนั้นจะใหญ่แค่ไหนก็ตาม อย่างน้อยเราก็ยังรับฟังและอยู่ข้างเขาเสมอ

     คำว่าครอบครัว ในนิยามของฉัน มันคือความเข้าใจ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่หากเราเข้าใจกัน เราก็สามารถก้าวผ่านอุปสรรคมันไปได้ ไม่ว่าปัญหาจะใหญ่แค่ไหนก็ตาม แต่ความเข้าใจก็ต้องมีเหตุผลในการเข้าใจ หากเรื่องไหนเป็นเรื่องที่ส่อไปในทางไม่ดี เราก็ควรจะเตือนและพยายามโน้มน้าวให้เขาไม่ทำมันผิดอีก 
                

             แล้วสำหรับคุณล่ะคำนิยามของคำว่า ครอบครัวคืออะไร ?


วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562

ตีความ ชื่อบทกวี “อาบน้ำ” ในกวีนิพนธ์ “ครอบครัวดวงตะวัน” โดย ศิวกานท์ ปทุมสูติ






ชื่อบทกวี อาบน้ำในกวีนิพนธ์ ครอบครัวดวงตะวันโดย ศิวกานท์  ปทุมสูติ


ตีความ

    บทกวีบทนี้อ่านแล้วถึงกับสะดุ้งในหลาย ๆ คำในบทนี้ เพราะเป็นการใช้คำที่ตรงแสนตรง แต่ก็ดูน่ารักเมื่ออ่านจบแล้ว บนนี้เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า ผู้หญิงคนหนึ่งได้ไปรับสุนักมาเลี้ยง สุนัขตัวนั้นอายุได้ 1 ขวบ ด้วยความที่ซนแสนซนซะเหลือเกิน เนื้อตัวจึงได้มอมแมม จนไปติดเห็บหมัด อยู่ไม่ค่อยติดบ้าน  เพราะชอบเที่ยว เล่นไปทั่ว  จนเจ้าของต้องพาไปหาหลวงตาที่วันเพื่อจะได้ขอยาแก้เห็บหมันที่ไปติดจากตัวอื่นมากำจัดให้หมดสิ้นไป

     ซึ่งบทที่อ่านแล้วสะดุ้งมีอยู่หลายบทด้วยกัน แต่ขอยกตัวอย่างสัก 2 บทให้เห็น แล้วคุณจะรู้ว่าสะดุ้งจริงไหม

                บทที่7                    
   เป็นสาวเป็นนาง   ไม่รักษานวล
แรด เกินสมควร       จะเสียราคา    
บทที่8
   หนุ่มหนุ่มรุ่นใหม่   รักใคร่หมาย ฟัน
พลาดแล้วอย่าฝัน       ว่ามันเห็นค่า      
                  
    เป็นไงบ้างคะ สะดุ้งเหมือนฉันกันหรือเปล่า ไม่ว่าจะหญิงหรือชายเจอบทนี้แล้วเห็นทีจะสะดุ้งพอกัน 
 
    กลับมาที่บทกันต่อดีกว่า บทนี้ถึงมาแม้ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้องหมาที่ชอบไปเที่ยวแล้วกลับมาในสภาพมอมแมม แต่ใครหลายคนก็รักและเลี้ยงดูน้องหมาไม่ต่างจากลูกเหมือนกัน ซึ่งการที่พูดจาสั่งสอนน้องหมาแบบนี้ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร การที่เราเลี้ยงดูอย่างดี เราย่อมรักและเป็นห่วง ไม่อยากให้ไปเที่ยวเล่นไหนไกล ไม่อยากให้ไปติดพันธุ์กับสุนักที่เราไม่รู้จัก เพราะเราเป็นห่วงสุขภาพของสุนักของเราที่อาจจะติดเชื้อจากสุนักตัวผู้ตัวไหนแล้วเกิดโรคกลับมาก็ได้ และแน่นอนสุนักเมื่อผสมพันธุ์แล้ว ตัวผู้ก็จากไป คนที่เดือดร้อนก็จะเป็นเราที่ต้องคอยเลี้ยงดูทั้งแม่ทั้งลูก     
    
    นี้จึงเป็นอีกเหตุผลที่เราทำหมันให้กับสุนัก เพราะป้องกันได้ทั้งการติดเชื้อจากสุนักตัวตัวผู้ตอนผสมพันธุ์และอีกสาเหตุก็คือ การคุมกำเนิด เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่ป้องกัน อาจจะทำให้มีลูกมีหลานออกมามากจนเป็นปัญหาปากท้องภายหลังได้
    
    สุดท้ายนี้สิ่งที่อยากจะฝากฝังไว้ก็คือ โปรดสอดส่องดูแลสุนักของท่านให้เป็นอย่างดี อย่าให้ไปเที่ยวเล่นไกลหูไกลตา เพื่อสุขอนามัยที่ดี และได้อยู่ดูแล(สุนักของ)ท่านไปอีกนาน