วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตีความ ชื่อบทกวี “แกว่งสารส้ม” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ


ชื่อบทกวี “แกว่งสารส้ม” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ตีความ
      
          บทนี้เกี่ยวกับการใช้สารส้มแกว่งน้ำที่ขุ่นนั้นให้ใสสะอาด   ก็อย่างที่ทราบกันดีว่าสมัยก่อนนั้น  เราก็ใช้สารส้มในการแกว่งใส่น้ำในโอ่ง หรือภาชนะอะไรก็ได้ที่เราเอาไว้รองน้ำไว้ใช้   เพราะในสมัยก่อนนั้นเราไม่มีเครื่องกรองน้ำหรือน้ำเปล่าไว้ขายเหมือนในสมัยนี้  เราจึงได้นำสารส้มมาใช้เพื่อให้น้ำใสและสามารถเอาไปกินไปใช้ได้

 แต่ว่าการเราใช้สารส้มมันก็ไม่ได้หมายความว่าน้ำนั้นจะสะอาดจริง ๆ เพียงแต่สิ่งสกปรกที่อยู่ในน้ำนั้นได้ลงไปนอนอยู่ใต้ล่างแทน  เราจึงต้องพยายามตักเบา ๆ เพื่อไม่ให้ตะกอนลอยตัวขึ้นมาทำให้น้ำขุ่นอีก   ถ้าเปรียบกับสำนวนไทย ก็คงมาจากคำว่า  น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก   ซึ่งก็หมายความว่า เราควรจะเก็บความไม่พอใจเอาไว้ข้างใน  และใช้ความดีแสดงออกมาให้คนภายนอกได้เห็นมากกว่า  ถ้าเกิดเราทำให้ตะกอนที่ขุ่นอยู่ภายใจจิตใจแสดงออกมาปะปนกับน้ำใส มันก็จะทำความขุ่นมัวกระจายไปในน้ำใสกลายเป็นน้ำสกปรกไปทั่วทั้งหมด

ถ้าจะให้เปรียบกับคนในสังคม อาจจะยกตัวอย่างได้ว่าจิตใจคนนั้นก็เหมือนน้ำที่อยู่ในโอ่ง   เมื่อเวลาเราโกรธแล้วเราแสดงออกให้คนภายนอกเห็น เราก็เหมือนไปทำให้ตะกอนที่อยู่ในจิตใจนั้นได้ออกมาปะปนกับสิ่งดี ๆ ที่เราเคยสร้างขึ้น  แต่เมื่อตะกอนได้ปะปนเข้าเป็นเนื้อเดียวกับน้ำแล้ว มันก็ทำให้คนอื่นมองเราไปได้แต่ในทางที่ไม่ดี    แต่ถ้าเกิดว่าเราโมโหแต่เราพยายามที่จะไม่ทำให้ตะกอนมาปะปนกับสิ่งภายนอกที่เราสร้างขึ้น ถึงแม้ว่าภายใจเราจะขุ่นมัวแค่ไหนก็ตาม  แต่เราเลือกที่จะนิ่ง คนที่มองเราจากภายนอกก็จะมองเราในแง่ดีมากกว่าในแง่ลบ

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตีความ ชื่อบทกวี “ถอดหน้ากาก” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ



ชื่อบทกวี “ถอดหน้ากาก” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ตีความ

                บทนี้ทำให้ฉันได้มองย้อนกลับไปเมื่อวัยเด็ก  เด็กหลาย ๆ คนต่างเคยร้องขอให้พ่อแม่ซื้อหน้ากากให้ใส่ เพื่อเอาไปเล่นและสมมุติตัวเองว่ากำลังเป็นตัวตนของหน้ากากนั้นจริง ๆ  เช่น เมื่อสวมหน้ากากผี ก็จะเล่นเป็นผีไปหลอกเพื่อน ๆ ถ้าเป็นหน้ากากยอดมนุษย์ เราก็จะไปต่อสู่กับเพื่อน ๆ ที่เราคิดว่าเขาเป็นปีศาจ หรือคนที่เล่นอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเรา   แต่เมื่อเราถอดหน้ากากออกมา ทุกอย่างก็กลับมาเป็นตัวเราในแบบปกติ  เล่นกันเหมือนเดิม คุยกันเหมือนเดิม สนิทกันเหมือนเดิม

                แต่เมื่อผ่านวัยนี้มาแล้ว เมื่อเราเติบโตขึ้น การที่เราเล่นสวมบทบาทเป็นตัวอะไรก็ตาม เมื่อเราถอดหน้ากากออกมาเป็นตัวเราเอง  แต่ว่าความรู้สึกชองอีกฝ่ายอาจจะไม่เหมือนเดิมเหมือนก่อนที่เราจะสวมหน้ากาก   บางทีอาจจะเป็นเพราะเราต่างคนต่างอินกับบทมากเกินไป หรืออาจจะเพราะเราแยกไม่ออกว่าอะไรคือตัวตนจริง ๆ  มันคงมองได้ยากกว่าตอนเป็นเด็กที่เราสามารถให้ความเชื่อใจและมั่นใจได้ว่าอันไหนคือตัวจริง  อันไหนคือหน้ากาก เพราะว่าเด็กจะรู้ได้ทันทีว่าอะไรเล่นหรืออะไรจริง ก็ต่อเมื่อสวมหน้ากากและสมมุติบทบาทกัน แต่ว่าการที่เป็นผู้ใหญ่   หน้ากากที่เราใส่นั้นมันก็คือหน้าเนื้อของเราเอง   ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวของเราเอง ถึงแม้ว่าเราจะใส่หน้ากากแบบไหนก็ตาม สักวันหนึ่งเราก็ต้องถอดมันออกมาอยู่ดี  คงไม่มีใครที่สามารถสวมหน้ากากไปได้ตลอดชีวิตอยู่ที่ว่า  หน้ากากหน้าเนื้ออันนั้นเราจะถอดมันออกมาให้ใครเห็นบ้างเท่านั้นเอง


วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตีความ ชื่อบทกวี “กิจ” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ



ชื่อบทกวี “กิจ” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ตีความ

                บทนี้ทำให้เราเห็นว่า  สิ่งที่แท้จริงที่เราควรทำนั้นคืออะไร  เหมือนเช่นในบทนี้  ถ้ายุงเยอะ เราอย่าเอาแต่ตบยุงทีละตัว  แต่สิ่งที่เราควรทำคือการทำน้ำเท่าให้เป็นน้ำดี แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ  เพราะถ้าแก้ที่ปลายเหตุเราไม่มีทางที่จะแก้ได้สำเร็จแน่  เพราะแค่ทำปลายเหตุ แต่ต้นเหตุยังไม่ได้ทำอะไรเลยมันก็ไม่มีทางที่ปัญหาจะหมดไป  ถึงแม้ว่าปัญหาที่ต้นเหตุนั้นมันจะแก้ได้ยากมากแค่ไหนก็ตาม  แต่ถ้าเราหมั่นแก้ เหมือนดังที่ในบทนี้บอกว่าถ้าน้ำเน่าเราก็หมั่นเติมน้ำดีลงไป สักวันน้ำเน่าก็จะจางลงไป กลายเป็นน้ำดีได้

                ฉันคิดว่ามันสะท้อนให้เราเห็นว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ ถ้าเราแก้ไขมันที่ต้นเหตุและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เราต้องมองไปที่เป้าหมาย  สักวันหนึ่งเราก็จะแก้ไขมันได้สำเร็จ  เหมือนน้ำเน่าในคลอง ถึงแม้ว่าน้ำจะเยอะ ในคลองมากสักแค่ไหน แต่ถ้าเราขยันเติมน้ำดีลงไป แล้วไม่ทิ้งสิ่งที่ทำให้น้ำเน่าลงไปในคลอง มันก็สามารถกลายเป็นน้ำดีที่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้เหมือนกัน เช่น ใช้ในการเลี้ยงปลา ใช้ในการรดน้ำต้นไม้ ได้ต่อไปในอนาคต แต่เราก็ควรที่จะรักษาดูแล เพื่อไม่ให้น้ำดีเหล่านั้นกลับมาเสียอีกดั่งในอดีตที่ผ่านมา    

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตีความ ชื่อบทกวี “สาวน้อยในสวน” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ



ชื่อบทกวี “สาวน้อยในสวน” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ตีความ

                บทนี้จะเห็นว่ามีการเลือกที่จะเด็ดใบเสียออกจากดอกไม้ในสวน  เพื่อที่จะรักษาใบดีไว้ เพื่อให้สวนนั้นสวยงามที่สุด ซึ่งในกลุ่มของดอกไม้ใบไม้ แต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน บางกลุ่มก็มีใบดีเยอะ บางกลุ่มก็มีใบเสียเยอะ  แต่ว่าในเรื่องเลือกที่จะเด็ดใบเสียออก  เพื่อรักษาใบดีของทุกกลุ่ม

                ถ้าเกิดว่ามองสะท้อนในสังคมนั้น  ฉันของยกตัวอย่างการมองในด้านของการเลือกคบเพื่อน  เพราะว่าหมู่ดอกไม้ก็คงจะไม่ต่างจากหมู่เพื่อนเท่าไหร่   เพราะว่าสังคมในกลุ่มเพื่อนนั้นมันก็จะมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป   มันก็อยู่ที่ว่ากลุ่มไหนจะดีมากกว่าเสีย หรือกลุ่มไหนจะเสียมากกว่าดี   แต่ว่าสังคมของเพื่อนนั้นคนเรามีความต้องการในการเลือกคบเพื่อนที่แตกต่างกัน  บางคนอาจจะชอบเพื่อนที่เอาแต่เรียน  บางคนอาจจะชอบเพื่อนที่เล่นมากกว่าเรียน  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าคบเพื่อนกลุ่มที่เล่นมากกว่าเรียนแล้วจะทำให้เราเป็นคนไม่ดีไปด้วย  เพราะทุกอย่างอยู่ที่ตัวของเราเองที่จะเลือกว่าจะเป็นคนที่ดี หรือไม่ดี   ดังนั้นในการที่เรามองคนในแต่ละกลุ่ม   เราอย่าไปตัดสินว่ากลุ่มนี้ต้องเป็นไม่ดีกันทั้งหมด  หรือกลุ่มนี้ต้องดีทั้งหมด  แต่เราสามารถเลือกคบคนดี ๆ ของแต่ละกลุ่มได้  โดยที่เราเลือกที่จะมองเข้าไปในตัวตนของเขา มากกว่าที่จะตัดสินแค่กลุ่มดีกับไม่ดี
               

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือเรื่อง นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ อ่านการเมืองไทย ลำดับที่ 3 การเมืองของเสื้อแดง



รีวิวหนังสือเรื่อง   นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ อ่านการเมืองไทย  ลำดับที่ 3   การเมืองของเสื้อแดง
การเมืองของเสื้อแดง



ชื่อเรื่อง                   นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ อ่านการเมืองไทย  ลำดับที่ 3   การเมืองของเสื้อแดง
ผู้แต่ง                      นิธิ   เอี่ยวศรีวงศ์ 
สำนักพิมพ์             openbooks

   
             หนังสือเล่มนี้ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ออกมาชุมนุม  ซึ่งมันอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ และไม่เข้าใจคนกลุ่มนี้  และคิดว่าคนกลุ่มนี้มาเพราะว่ามีคนจ้างมา  ซึ่งในความจริงแล้วก็อาจจะมีบ้างเป็นบ้างส่วนเพราะมันก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีการว่าจ้างกันได้  แต่มันก็คงจะเป็นส่วนที่น้อยมากที่จะมาเพราะเงินจ้างจริง ๆ   ถ้ามองกันในความเป็นจริงโดยไม่มีอคติแล้ว   จะมีคนที่ยอมทิ้งบ้านช่องจากต่างจังหวัดเพื่อเขามาในกรุง เพียงเพราะเพื่อมารับเงินจริงหรือ และคนที่มาเข้าร่วมกันชุมนุมนั้นก็มีมาก   คงจะไม่มีใครที่จะมีเงินจ้างให้คนเหล่านี้มากันได้อย่างคลับคลั่ง  
   
             จากที่เราเคยรับรู้ว่าเสื้อแดงเป็นของทักษิณนั้น  มันอาจจะไม่ใช่อย่างนี้ก็ได้   คนเสื้อแดงที่มาชุมนุมกัน เหตุที่เขาชอบทักษิณนั้นเพราะว่าทักษิณ ทำให้พวกเขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้น (ถึงแม้ทักษิณจะทำแบบผิวเผินก็ตาม)   แต่ว่าทักษิณก็ให้พวกเขาได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ซึ่งนักนากเมืองคนอื่น ๆ ไม่เคยทำให้พวกเขามาก่อน  เช่น ทักษิณได้มีนโยบาล 30 บาทรักษาทุกโรค  ทำให้คนที่อยู่ขนขั้นล่างได้มีสิทธิ์มากขึ้น    เหตุที่มีการชุมนุมคนเสื้อแดงนั้นเป็นเพราะพวกเขาอยากได้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มาเพื่อลูกหลาน เพื่ออนาคตที่พวกเขาควรจะได้รับ  หลังจากการที่พวกเขาโดนกดขี่มานาน พวกเขาจึงมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่สมควรจะได้   
          
      เรายังได้เห็นว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองนั้นมาจากไหน ที่มาของคนเสื้อเหลือง  เราจึงสามารถที่จะค่อย ๆ ทำความเช้าใจกับเรื่องเหตุการณ์เมืองในอดีตได้   และเราก็ยังได้รู้ว่าสังคมไทยนั้นได้มีการพยายามจะวนลูบเพื่อรักษาอำนาจของตนเองเอาไว้ เพื่อไม่ให้ประชาชนล้มล้างอำนาจของตนได้  ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิดเหตุการณ์นองเลือดที่รุนแรงเพื่อจบทุกปัญหาอย่างที่ผ่าน ๆ มา
          
      ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นแค่บางส่วนในเล่มนี้ เพราะว่ายังมีประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจอยู่อีกหลาย ๆ อย่างในช่วง พ.ศ. 2553 ทำให้เราสามารถมองการเมืองได้กว้างขึ้นกว่ากรอบที่เราเคยถูกครอบเอาไว้



วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตีความ ชื่อบทกวี “ช่อฟ้า” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ



ชื่อบทกวี “ช่อฟ้า” ในรวมบทกวี “มือนั้นสีขาว” โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ตีความ

                บทนี้ในตอนแรกเราจะได้ยินเสียงต่าง ๆ ที่ดังกระหึ่มไปทั่วหมูบ้านในช่วงเย็น ๆ ใกล้ค่ำ   มีทั้งเสียงของเป็ดและห่านที่เดินขบวนกลับเข้าเล้า มีเสียงของกระดิ่งที่คอวัว  และยังมีเสียงคนเดิน  แต่เมื่อถึงช่วงค่ำเสียงต่าง ๆ ก็จะหายไปเหลือแต่เสียงของกระดิ่งวัวเท่านั้นที่ยังพอดังอยู่ยามค่ำคืน  

                เหนือกระท่อมซอมซ่อจะเห็นช่อฟ้าที่สวยเด่นอยู่กลางท้องฟ้าสีเทา  กระท่อมน้อยที่อยู่ในเงามืด ถึงแม้ว่าฟ้าจะสว่างจนเห็นช่อฟ้าที่แพรวพราวได้ชัดเจนและสวยงามก็ตาม  แต่ว่ากระท่อมน้อยก็ยังคงอยู่แต่ในความเงียบไม่ต่างจากเดิมเหมือนทุก ๆ วันที่ผ่านมา  ตัดภาพมาที่เด็กน้อยมองดูตู้กับข้าวที่มีอาหารคาวหวานเยอะแยะมากกว่าปกติ  เพราะว่าพรุ่งนี้เป็นวันพระ เด็กน้อยได้แต่เปิดฝาชีมองดูอาหารในนั้นแล้วได้แต่ยืนมองจนมือสั่น

                บทนี้ฉันคิดว่ามันเปรียบเสมือนกับว่าสิ่งที่มันอยู่ในเงามืดถึงแม้จะมองสิ่งต่าง ๆ ได้ยินเสียงต่าง ๆ ได้เห็นอะไรหลายอย่าง แต่ว่ามันก็ทำได้แค่มอง ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้  ก็เหมือนกับเด็กที่เปิดฝาชี  ซึ่งเขายังไม่สามารถที่จะกินอาหารตรงหน้าได้  ได้แต่เปิดฝาชีมองดูอาหารด้วยมือที่สั่นเทา และต้องรอคอยอย่างมีความหวัง เพราะว่าพรุ่งนี้เป็นวันพระเขาอาจจะได้กินอาหารเหล่าหวังว่าอาหารเหล่านี้จะได้ตกถึงท้องเขาบ้าง   

                 มันทำให้ฉันคิดว่าคนเรายังมีค่านิยมบางอย่างที่ยึดติดกันแบบผิด ๆ อยู่   เมื่อวันวันพระมาถึง  คนทุกคนไม่ว่าจะรวยหรือจน ก็ต้องการที่จะหาของดี ๆ  ไปถวายพระ  โดยที่ไม่เคยคำนึงเลยว่าร่างกายเราก็ต้องการของดี ๆ เพื่อบำรุงตัวเองให้แข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนเด็ก ๆ นั้นต้องการอาหารดี ๆ ที่มีประโยชน์ในการบำรุงร่างกายให้แข็งแรงและสมบูรณ์ เพื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีอนาคตในวันข้างหน้า  แต่ว่าค่านิยมเรื่องอาหารของเรากลับกลายเป็นลดคุณค่าของตัวเราเอง เพราะคนเราต่างคิดว่าต้องนำของดี ๆ มาใส่เท่านั้น  เพื่อที่จะได้บุญได้กุศลทั้ง ๆ ที่ปกติตัวเองต้องอดกันมากแค่ไหนก็ตาม  เราก็พากันกพเสือกกะสนหาของดี ๆ ที่เราไม่เคยได้กินมันเลยในชีวิตประจำวันมาใส่บาตร  แต่เราไม่เคยตะหนักถึงตัวของเราเองเลยเราก็ต้องการของมีประโยชน์เหล่านั้นเหมือนกัน การทำบุญมันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะมันเป็นความเชื่อของแต่ละคน  แต่ว่าถ้าการทำบุญมันกลับกลายเป็นการเบียดเบียนชีวิตของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว  นั้นมันก็อาจจะกลายเป็นการทำบุญได้บาปโดยที่เรานั้นไม่รู้ตัว และไม่เคนตะหนักถึงมันมาก่อน  ในเมื่อคนในครอบครัวยังอดอยากปากแห้งอยู่  แต่เรากลับเลือกที่จะทำบุญมากกว่าบำรุงคนในครอบครัว  มันทำให้เห็นว่า เราเลือกที่จะมองสิ่งที่มันสว่างกว่าตัวของเรา แต่เราไม่คิดที่จะทำให้ตัวของเราเองหรือสิ่งรอบ ๆ ตัวของเรา และพยายามทำให้มันดีขึ้น พยายามทำชีวิตให้ได้สว่างขึ้นบ้าง ถึงแม้ว่ามันจะไม่สว่างเหมือนคนอื่นเขาแต่เราก็ไม่ควรที่จะทำให้มันต้องตกอยู่ในความมืดโดยที่ไม่มีวันที่จะสว่างขึ้นมาได้เลย  ถ้าเราเอาแต่มองสิ่งที่สว่างกว่าโดยที่เราเอาแต่มองอย่างเจียมตัวอยู่แบบนั้นเราก็คงได้แต่มองมันไปตลอดชีวิต  แต่ถ้าเราพัฒนาตัวเอง พยายามหาโอกาสในชีวิตที่มีแสงสว่างส่องลงมาบ้าง แล้วกล้าที่จะไขว่คว้ามันอย่างไม่ย่อท้อสักสักวันแสงสว่างนั้นก็จะส่องมันมาถึงเราได้อย่างแน่นอน